ภาพจาก lampung77.com
หญิงอินโดนีเซีย วัย 50 ปี ถูกงูเหลือมรัด ปล้ำสู้กับงูสุดชีวิต แบบไม่มียอมแพ้ จนชาวบ้านมาช่วย รอดชีวิตในที่สุด เผยเป็นงูเหลือมยักษ์ 7 เมตร ด้านเหยื่อรอดปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงใด ๆ
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี รายงานว่า นียา (สงวนนามสกุล) หญิงชาวอินโดนีเซีย วัย 50 ปี รอดชีวิตปาฏิหาริย์ หลังจากถูกงูเหลือม 7 เมตร พุ่งเข้าจู่โจมและรัดร่าง โดยเธอพยายามต่อสู้สุดแรงเกิด ปล้ำกับงูสุดชีวิต พร้อมทั้งกรีดร้องขอความช่วยเหลือ จนลูก ๆ และชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือได้สำเร็จ
เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านบุหงี อ.กอนตูนากา ภูมิภาคมูนา จังหวัดสุลาเวซีตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเช้ามืดของวันที่ 6 เมษายน นียาและลูก 2 คน เสร็จงานถางหญ้าในสวนและเดินทางกลับบ้าน
ในระหว่างทาง จู่ ๆ ลูก ๆ ของนียาก็ได้ยินเสียงแม่กรีดร้อง พวกเขาจึงวิ่งย้อนกลับไปดู ก่อนจะพบเห็นแม่กำลังถูกงูรัด งูดังกล่าวเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่มาก ลูกคนหนึ่งเข้าไปพยายามช่วยแงะงูออกจากตัวเธอ ส่วนลูกอีกคนวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน
ภาพจาก เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี
ลาโอเด อูดี หนึ่งในชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ และหวาดกลัวไม่กล้าช่วย เขาเล่าว่า ระหว่างรอชาวบ้านคนอื่น ๆ ตามมาช่วยเหลือ นียาก็ปล้ำสู้กับงูแบบสุดฤทธิ์ ไม่มียอมแพ้ง่าย ๆ
จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านหลายคนเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขารีบระดมกำลังกันเข้ามาช่วยเหลือนียา จนรอดพ้นจากงู และช่วยกันรุมกระหน่ำทุบงูจนตาย โดยงูเหลือมดังกล่าววัดความยาวได้ประมาณ 7 เมตร
ทางด้านนียาถูกเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลจากการบาดเจ็บ โดยพบว่ามีบาดแผลถูกงูกัดที่แขนขวาและน่อง แต่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากนัก ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว
https://hilight.kapook.com/view/201367#cxrecs_s
Friday, April 10, 2020
Thursday, March 19, 2020
NASA เผยภาพเกาะที่เคยเขียวขจี กลายสภาพเหมือนโลกพระจันทร์ หลังภูเขาไฟระเบิด
ภาพก่อนภูเขาไฟตาอัลระเบิด ถ่ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562
NASA เผยภาพจากดาวเทียม เกาะในฟิลิปปินส์ที่เคยเขียวขจี กลายสภาพเหมือนโลกพระจันทร์ หลังภูเขาไฟตาอัลระเบิดครั้งรุนแรง
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 เว็บไซต์ NASA Earth Observatory ขององค์การนาซา เผยรายงานพร้อมภาพถ่ายชวนน่าตกใจ เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นสภาพของเกาะในฟิลิปปินส์ หลังจากเกิดเหตุ ภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา ปะทุอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากสงบมานานถึง 43 ปี
การปะทุของภูเขาไฟตาอัลครั้งนี้ ได้พ่นเถ้าถ่านดำทะมึน และลาวา พุ่งสูงขึ้นเหนือท้องฟ้าเป็นกิโลเมตร จนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ ในวันและสัปดาห์ต่อมาหลังจากการปะทุ เถ้าถ่านที่เปียกและมีน้ำหนักตกลงสู่พื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้พืชพรรณที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นเหี่ยวแห้ง ป่าไม้ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวขจี เปลี่ยนเป็นสีเทาน่าสะพรึง
ภายหลังจากผ่านไป 2 เดือน พื้นที่ที่ได้รับเสียหายจากเถ้าถ่านยังคงมีสภาพเป็นเช่นเดิม ความเขียวไม่กลับมา จากภาพถ่ายดาวเทียมวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของเกาะดังกล่าวดูมีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวดวงจันทร์มากกว่าจะเป็นเกาะ เมื่อเทียบกับภาพก่อนเกิดเหตุ ที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ภาพหลังภูเขาไฟตาอัลระเบิด ถ่ายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563
ข้อมูลระบุว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ไม่เหมือนกับเถ้าถ่านเบาบางจากไฟไหม้ป่า หรือเถ้าถ่านจากเศษไม้และกระดาษตามที่เคยเห็นทั่วไป แต่มันประกอบไปด้วยหินและแก้วชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะแข็ง มีคม มีฤทธิ์กัดกร่อนบาง ๆ และไม่ละลายในน้ำ เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟจำนวนมากเหล่านี้ตกมายังพื้น จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งพืช สัตว์ และผู้คน และยิ่งในกรณีของภูเขาไฟตาอัล เถ้าถ่านของมันเปียกและมีน้ำหนักพอที่จะพื้นผิวที่มันไปสัมผัสกลายเป็นโคลนสีเทา ก่อนจะแห้งและแข็งตัวเหมือนกับปูนซีเมนต์
จากการรายงานเผยว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ทำลายพืชผลทางการเกษตร ทั้งกาแฟ ข้าว ข้าวโพด โกโก้ และกล้วย รวมทั้งการปศุสัตว์ในพื้นที่ ได้รับความเสียหาย มูลค่ารวม 577 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 350 ล้านบาท อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อปลาทะเลที่ชาวประมงเพาะเลี้ยงไว้หลายพันแห่งในทะเลสาบตาอัล โดยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของปลาเหล่านี้ ถูกทำลายในช่วงที่เกิดภูเขาไฟปะทุ
ภาพจาก NASA Earth Observatory
https://hilight.kapook.com/view/201068
NASA เผยภาพจากดาวเทียม เกาะในฟิลิปปินส์ที่เคยเขียวขจี กลายสภาพเหมือนโลกพระจันทร์ หลังภูเขาไฟตาอัลระเบิดครั้งรุนแรง
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 เว็บไซต์ NASA Earth Observatory ขององค์การนาซา เผยรายงานพร้อมภาพถ่ายชวนน่าตกใจ เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นสภาพของเกาะในฟิลิปปินส์ หลังจากเกิดเหตุ ภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา ปะทุอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากสงบมานานถึง 43 ปี
การปะทุของภูเขาไฟตาอัลครั้งนี้ ได้พ่นเถ้าถ่านดำทะมึน และลาวา พุ่งสูงขึ้นเหนือท้องฟ้าเป็นกิโลเมตร จนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ ในวันและสัปดาห์ต่อมาหลังจากการปะทุ เถ้าถ่านที่เปียกและมีน้ำหนักตกลงสู่พื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้พืชพรรณที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นเหี่ยวแห้ง ป่าไม้ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวขจี เปลี่ยนเป็นสีเทาน่าสะพรึง
ภายหลังจากผ่านไป 2 เดือน พื้นที่ที่ได้รับเสียหายจากเถ้าถ่านยังคงมีสภาพเป็นเช่นเดิม ความเขียวไม่กลับมา จากภาพถ่ายดาวเทียมวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของเกาะดังกล่าวดูมีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวดวงจันทร์มากกว่าจะเป็นเกาะ เมื่อเทียบกับภาพก่อนเกิดเหตุ ที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ภาพหลังภูเขาไฟตาอัลระเบิด ถ่ายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563
ข้อมูลระบุว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ไม่เหมือนกับเถ้าถ่านเบาบางจากไฟไหม้ป่า หรือเถ้าถ่านจากเศษไม้และกระดาษตามที่เคยเห็นทั่วไป แต่มันประกอบไปด้วยหินและแก้วชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะแข็ง มีคม มีฤทธิ์กัดกร่อนบาง ๆ และไม่ละลายในน้ำ เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟจำนวนมากเหล่านี้ตกมายังพื้น จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งพืช สัตว์ และผู้คน และยิ่งในกรณีของภูเขาไฟตาอัล เถ้าถ่านของมันเปียกและมีน้ำหนักพอที่จะพื้นผิวที่มันไปสัมผัสกลายเป็นโคลนสีเทา ก่อนจะแห้งและแข็งตัวเหมือนกับปูนซีเมนต์
จากการรายงานเผยว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ทำลายพืชผลทางการเกษตร ทั้งกาแฟ ข้าว ข้าวโพด โกโก้ และกล้วย รวมทั้งการปศุสัตว์ในพื้นที่ ได้รับความเสียหาย มูลค่ารวม 577 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 350 ล้านบาท อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อปลาทะเลที่ชาวประมงเพาะเลี้ยงไว้หลายพันแห่งในทะเลสาบตาอัล โดยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของปลาเหล่านี้ ถูกทำลายในช่วงที่เกิดภูเขาไฟปะทุ
ภาพจาก NASA Earth Observatory
https://hilight.kapook.com/view/201068
Monday, February 24, 2020
ด.ช. จำใจทิ้งตูบแสนรัก พร้อมโน้ตสะเทือนใจ ไม่ได้หมดรัก แต่ไม่อยากเห็นมันถูกทำร้าย
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Xollin
เด็กชายใจสลาย จำใจทิ้งสุนัขแสนรัก พร้อมโน้ตสะเทือนใจ ไม่ได้หมดรัก แต่เพราะไม่อยากเห็นมันถูกทำร้าย
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มีรายงานเรื่องราวสะเทือนใจคนรักสัตว์ เมื่อปรากฏภาพของเด็กชายวัย 12 ปี รายหนึ่ง ที่จำใจต้องนำเจ้าตูบสุดที่รักของตัวเอง ใส่กล่องมาวางทิ้งไว้นอกศูนย์พักพิงสัตว์ในเม็กซิโก พร้อมเขียนโน้ตอธิบายว่าที่เขาต้องนำสัตว์เลี้ยงมาทิ้งไว้เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักมันแล้ว แต่เขาไม่ต้องการให้มันถูกคนในบ้านของเขาทำร้ายอีกต่อไป
โดยในโน้ตของเด็กชาย ระบุว่า.... "ผมชื่ออังเดร อายุ 12 ปี ครับ แม่กับผมตัดสินใจปล่อยเจ้าตูบของเราไว้ในมือคุณ เพื่อจะซ่อนมันจากพ่อของผม เพราะเขาคิดที่จะขายมัน แถมยังทารุณมันและเตะมันด้วย มีวันหนึ่งพ่อเตะมันแรงมากจนหางของเจ้าตูบบาดเจ็บ ผมหวังว่าพวกคุณจะช่วยดูแลมันแทนผมได้ และผมยังทิ้งตุ๊กตาสัตว์ไว้ให้มันด้วย มันจะได้ไม่ลืมผม"
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นทางศูนย์พักพิงสัตว์ จึงได้นำภาพของเด็กชายพร้อมข้อความในโน้ตที่เขาทิ้งไว้มาเผยแพร่ จนเรื่องดังกล่าวได้ถูกแชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก มีคนไม่น้อยที่รู้สึกสงสารเด็กชายและอดเอ็นดูเจ้าตูบพิตบูลตัวน้อยนี้ไม่ได้ จนมีคนส่งคำร้องขอรับเจ้าตูบตัวนี้ไปดูแลเกินกว่า 300 คน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Xollin
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าตูบตัวนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ และคาดว่าจะหายดีพร้อมเข้าสู่กระบวนการหาบ้านหลังใหม่ได้ในไม่ช้า นอกจากนี้ทางศูนย์ยังได้บอกเหล่าคนใจดีทั้งหลายว่า พวกเขายังมีสุนัขตัวอื่น ๆ อีกกว่า 120 ตัวที่กำลังต้องการบ้านเช่นกัน ซึ่งหากทุกคนเปิดใจและชอบสุนัขตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็สามารถรับสุนัขตัวอื่น ๆ ไปเลี้ยงได้เช่นกัน
https://pet.kapook.com/view220961.html
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มีรายงานเรื่องราวสะเทือนใจคนรักสัตว์ เมื่อปรากฏภาพของเด็กชายวัย 12 ปี รายหนึ่ง ที่จำใจต้องนำเจ้าตูบสุดที่รักของตัวเอง ใส่กล่องมาวางทิ้งไว้นอกศูนย์พักพิงสัตว์ในเม็กซิโก พร้อมเขียนโน้ตอธิบายว่าที่เขาต้องนำสัตว์เลี้ยงมาทิ้งไว้เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักมันแล้ว แต่เขาไม่ต้องการให้มันถูกคนในบ้านของเขาทำร้ายอีกต่อไป
โดยในโน้ตของเด็กชาย ระบุว่า.... "ผมชื่ออังเดร อายุ 12 ปี ครับ แม่กับผมตัดสินใจปล่อยเจ้าตูบของเราไว้ในมือคุณ เพื่อจะซ่อนมันจากพ่อของผม เพราะเขาคิดที่จะขายมัน แถมยังทารุณมันและเตะมันด้วย มีวันหนึ่งพ่อเตะมันแรงมากจนหางของเจ้าตูบบาดเจ็บ ผมหวังว่าพวกคุณจะช่วยดูแลมันแทนผมได้ และผมยังทิ้งตุ๊กตาสัตว์ไว้ให้มันด้วย มันจะได้ไม่ลืมผม"
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นทางศูนย์พักพิงสัตว์ จึงได้นำภาพของเด็กชายพร้อมข้อความในโน้ตที่เขาทิ้งไว้มาเผยแพร่ จนเรื่องดังกล่าวได้ถูกแชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก มีคนไม่น้อยที่รู้สึกสงสารเด็กชายและอดเอ็นดูเจ้าตูบพิตบูลตัวน้อยนี้ไม่ได้ จนมีคนส่งคำร้องขอรับเจ้าตูบตัวนี้ไปดูแลเกินกว่า 300 คน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Xollin
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าตูบตัวนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ และคาดว่าจะหายดีพร้อมเข้าสู่กระบวนการหาบ้านหลังใหม่ได้ในไม่ช้า นอกจากนี้ทางศูนย์ยังได้บอกเหล่าคนใจดีทั้งหลายว่า พวกเขายังมีสุนัขตัวอื่น ๆ อีกกว่า 120 ตัวที่กำลังต้องการบ้านเช่นกัน ซึ่งหากทุกคนเปิดใจและชอบสุนัขตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็สามารถรับสุนัขตัวอื่น ๆ ไปเลี้ยงได้เช่นกัน
https://pet.kapook.com/view220961.html
Wednesday, February 19, 2020
เมื่อ ตูบน้อยเดินไม่ได้ กับ นกพิราบบินไม่ได้ มาเจอกัน มิตรภาพอันงดงามก็เกิดขึ้น
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
ลูกหมาชิวาว่าเดินไม่ได้ กับ นกพิราบบินไม่ได้ กลายมาเป็นเพื่อนซี้ หลังพบกันที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ เผยทั้งสองเข้ากันอย่างดี ตัวติดกันไม่มีห่าง
มิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นเรื่องที่อบอุ่นใจเสมอ เช่นเดียวกับความสัมพันธุ์ระหว่างเพื่อนรักคู่นี้ ซึ่งหลายคนคงคิดว่าไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้ นั่นก็คือ ลุนดี้ ลูกสุนัขพันธุ์ชิวาว่า (Chihuahua) กับ เฮอร์แมน นกพิราบ
ทั้งสองแตกต่างกันมาก แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความผิดปกติด้านร่างกาย และสิ่งนี้เชื่อมโยงทั้งสองเข้าหากัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่สวยงาม สร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
เรื่องราวน่ารักอบอุ่นใจของเจ้าตูบน้อยและเจ้านกน้อย ถูกนำรายงานโดยเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 โดย ลุนดี้ เป็นตูบน้อยเพศ ผู้วัย 2 เดือน ที่ถูกคนเพาะเลี้ยงปฏิเสธไม่ยอมดูแลต่อ หลังจากพบว่ามันมีปัญหาด้านการเดิน แทบจะเดินไม่ได้ เนื่องจากกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย พวกเขาจึงนำไปปล่อยทิ้งที่มูลนิธิสัตว์ Mia Foundation ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ซู โรเจอร์ส ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ เปิดเผยว่า เคสของลุนดี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอประหลาดใจ เพราะมูลนิธิมักจะรับสัตว์ที่บาดเจ็บ หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดมาดูแลรักษาอยู่เสมอ
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
แต่บางครั้งคนก็นำสัตว์บาดเจ็บอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หมาแมวมาให้มูลนิธิ เช่น กระรอก หรือนก ทางมูลนิธิได้ช่วยเหลือนกพิราบบาดเจ็บตัวหนึ่งที่ไม่สามารถบินได้มาแล้วเช่นกัน ซึ่งเจ้านกตัวนี้ก็คือ เฮอร์แมน โดย เฮอร์แมนอาศัยอยู่มูลนิธิมานานแล้ว และเมื่อลุนดี้มาถึง หลายคนอาจจะกลัวว่าเฮอร์แมนคงจะใจร้ายกับลุนดี้ด้วยการเข้าไปจิก แต่แท้จริงแล้วเฮอร์แมนเป็นนกพิราบใจดี มันให้การต้อนรับลุนดี้ด้วยความอบอุ่น
ซูเล่าว่า เธอรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกมันเจอกัน เธอจึงให้เฮอร์แมนมาอยู่ข้าง ๆ เตียงของลุนดี้อยู่ตลอด และพบว่าพวกมันทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก จนกลายเป็นเพื่อนซี้ ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
ลุนดี้กับเฮอร์แมนมักจะเล่นกัน กอดกัน กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ด้วยกันตลอด ลุนดี้ดูมีความสุขที่ได้มีเฮอร์แมนเป็นพี่เลี้ยง เฮอร์แมนก็ดูรักตูบน้อยเช่นกัน นับเป็นการลบภาพลักษณ์แย่ ๆ ว่านกพิราบเป็นนกที่น่ารำคาญและสร้างความเดือดร้อน เพราะพิราบที่น่ารักก็มีเหมือนกัน
ทางมูลนิธิได้โพสต์แชร์เรื่องราวของ เฮอร์แมน กับ ลุนดี้ ลงบนอินสตาแกรม เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ซึ่งมันกลายเป็นโพสต์ไวรัลที่คนแชร์ไปมากกว่า 45,000 ครั้ง
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
เหล่าชาวโซเชียลต่างเข้ากดเลิฟและคอมเมนต์แสดงความรักต่อคู่ซี้คู่นี้ ที่ช่างสดใสน่ารักน่าเอ็นดู สร้างความอบอุ่นหัวใจแก่ทุกคนที่พบเห็น รวมทั้งยืนยันได้ว่ามิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์นั้นมีอยู่จริง และมันสวยงามเหลือเกิน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
https://pet.kapook.com/view220810.html#cxrecs_s
ลูกหมาชิวาว่าเดินไม่ได้ กับ นกพิราบบินไม่ได้ กลายมาเป็นเพื่อนซี้ หลังพบกันที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ เผยทั้งสองเข้ากันอย่างดี ตัวติดกันไม่มีห่าง
มิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นเรื่องที่อบอุ่นใจเสมอ เช่นเดียวกับความสัมพันธุ์ระหว่างเพื่อนรักคู่นี้ ซึ่งหลายคนคงคิดว่าไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้ นั่นก็คือ ลุนดี้ ลูกสุนัขพันธุ์ชิวาว่า (Chihuahua) กับ เฮอร์แมน นกพิราบ
ทั้งสองแตกต่างกันมาก แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความผิดปกติด้านร่างกาย และสิ่งนี้เชื่อมโยงทั้งสองเข้าหากัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่สวยงาม สร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
เรื่องราวน่ารักอบอุ่นใจของเจ้าตูบน้อยและเจ้านกน้อย ถูกนำรายงานโดยเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 โดย ลุนดี้ เป็นตูบน้อยเพศ ผู้วัย 2 เดือน ที่ถูกคนเพาะเลี้ยงปฏิเสธไม่ยอมดูแลต่อ หลังจากพบว่ามันมีปัญหาด้านการเดิน แทบจะเดินไม่ได้ เนื่องจากกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย พวกเขาจึงนำไปปล่อยทิ้งที่มูลนิธิสัตว์ Mia Foundation ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ซู โรเจอร์ส ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ เปิดเผยว่า เคสของลุนดี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอประหลาดใจ เพราะมูลนิธิมักจะรับสัตว์ที่บาดเจ็บ หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดมาดูแลรักษาอยู่เสมอ
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
แต่บางครั้งคนก็นำสัตว์บาดเจ็บอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หมาแมวมาให้มูลนิธิ เช่น กระรอก หรือนก ทางมูลนิธิได้ช่วยเหลือนกพิราบบาดเจ็บตัวหนึ่งที่ไม่สามารถบินได้มาแล้วเช่นกัน ซึ่งเจ้านกตัวนี้ก็คือ เฮอร์แมน โดย เฮอร์แมนอาศัยอยู่มูลนิธิมานานแล้ว และเมื่อลุนดี้มาถึง หลายคนอาจจะกลัวว่าเฮอร์แมนคงจะใจร้ายกับลุนดี้ด้วยการเข้าไปจิก แต่แท้จริงแล้วเฮอร์แมนเป็นนกพิราบใจดี มันให้การต้อนรับลุนดี้ด้วยความอบอุ่น
ซูเล่าว่า เธอรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกมันเจอกัน เธอจึงให้เฮอร์แมนมาอยู่ข้าง ๆ เตียงของลุนดี้อยู่ตลอด และพบว่าพวกมันทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก จนกลายเป็นเพื่อนซี้ ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
ลุนดี้กับเฮอร์แมนมักจะเล่นกัน กอดกัน กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ด้วยกันตลอด ลุนดี้ดูมีความสุขที่ได้มีเฮอร์แมนเป็นพี่เลี้ยง เฮอร์แมนก็ดูรักตูบน้อยเช่นกัน นับเป็นการลบภาพลักษณ์แย่ ๆ ว่านกพิราบเป็นนกที่น่ารำคาญและสร้างความเดือดร้อน เพราะพิราบที่น่ารักก็มีเหมือนกัน
ทางมูลนิธิได้โพสต์แชร์เรื่องราวของ เฮอร์แมน กับ ลุนดี้ ลงบนอินสตาแกรม เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ซึ่งมันกลายเป็นโพสต์ไวรัลที่คนแชร์ไปมากกว่า 45,000 ครั้ง
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
เหล่าชาวโซเชียลต่างเข้ากดเลิฟและคอมเมนต์แสดงความรักต่อคู่ซี้คู่นี้ ที่ช่างสดใสน่ารักน่าเอ็นดู สร้างความอบอุ่นหัวใจแก่ทุกคนที่พบเห็น รวมทั้งยืนยันได้ว่ามิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์นั้นมีอยู่จริง และมันสวยงามเหลือเกิน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia
https://pet.kapook.com/view220810.html#cxrecs_s
Sunday, February 16, 2020
เมืองสั่งปิดพื้นที่รอบทะเลสาบ หลังพบงูเลื้อยมาชุมนุมกันเพียบ เปิดทางให้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์
ภาพจาก เฟซบุ๊ก City of Lakeland Parks & Recreation
ทางการประกาศปิดกั้นพื้นที่รอบทะเลสาบ หลังพบฝูงงูมาร่วมชุมนุม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แนะคนอย่าเข้าไปรบกวน ปล่อยให้งูจัดการธุระกันไปตามธรรมชาติ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ทางกรมนันทนาการและสวนสาธารณะประจำเมืองเลกแลนด์ รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพิ่งจะออกมาแจ้งเตือนประชาชนและทำการปิดกั้นพื้นที่ใกล้ ๆ ทะเลสาบฮอลลิงส์เวิร์ธ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มงูจำนวนมากมารวมตัวกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์
ทั้งนี้ ทางกรมนันทนาการและสวนสาธารณะประจำเมืองเลกแลนด์ ยังได้ชี้แจงด้วยว่า งูน้ำฟลอริดาที่มาชุมนุมกันเพื่อผสมพันธุ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่งูพิษ และปกติก็ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เว้นแต่จะถูกเข้าไปรบกวน โดยพวกมันจะมารวมตัวกันเพื่อผสมพันธุ์ปีละครั้ง และคาดว่าเมื่อฤดูผสมพันธุ์จบลง งูก็จะแยกย้ายกันไปเอง นอกจากนี้ทางกรมยังย้ำว่างูเหล่านี้มีส่วนสำคัญทางระบบนิเวศ มนุษย์จึงไม่สมควรเข้าไปรบกวน
ทางการประกาศปิดกั้นพื้นที่รอบทะเลสาบ หลังพบฝูงงูมาร่วมชุมนุม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แนะคนอย่าเข้าไปรบกวน ปล่อยให้งูจัดการธุระกันไปตามธรรมชาติ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ทางกรมนันทนาการและสวนสาธารณะประจำเมืองเลกแลนด์ รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพิ่งจะออกมาแจ้งเตือนประชาชนและทำการปิดกั้นพื้นที่ใกล้ ๆ ทะเลสาบฮอลลิงส์เวิร์ธ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มงูจำนวนมากมารวมตัวกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์
โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น สืบเนื่องจากทางหน่วยงานได้รับแจ้งว่ามีประชาชนพบงูในพื้นที่ดังกล่าวหลายครั้ง จึงได้รวมกับทางกรมโยธาเข้าไปตรวจสอบ กระทั่งพบว่าช่วงเวลานี้เป็นฤดูผสมพันธุ์ของงูน้ำฟลอริดา ทำให้มีงูจำนวนมากเลื้อยมารวมตัวกันรอบ ๆ ทะเลสาบเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์
ดังนั้นเพื่อให้งูเหล่านี้สามารถจัดการธุระส่วนตัวได้อย่างสะดวก โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปรบกวน ทางการจึงตัดสินใจนำเทปไปขึงกั้นพื้นที่รอบ ๆ ทะเลสาบ ไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและเหล่างูจำนวนมาก
Wednesday, February 5, 2020
นกฮูกหล่นตุ้บกับพื้น จนท. รีบช่วยนึกว่าบาดเจ็บ ที่ไหนได้ น้องแค่อ้วนจนบินไม่ขึ้น
ภาพจาก owl-help.org.uk
คนเห็นเจ้านกฮูกหล่นตุ้บลงพื้น บินไม่ขึ้นนึกว่าบาดเจ็บ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ก่อนรู้ความจริงที่แท้... น้องแค่อ้วน
เจ้าหน้าที่เผยว่า ปกติแล้วในกรณีแบบนี้ มักสันนิษฐานว่าสัตว์จะต้องได้รับบาดเจ็บ แต่กลับเป็นเพราะไขมันที่สะสมอยู่รอบ ๆ ตัวของมัน ที่เป็นสาเหตุ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับนกป่าที่จะมีภาวะอ้วนได้ตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือดูแลให้มันฟื้นตัว โดยเฉพาะช่วยให้มันควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด เพื่อให้ไขมันสะสมเหล่านั้นหายไป
หลังจากการไดเอตอย่างจริงจังหลายสัปดาห์ผ่านไป ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปในทิศทางที่ดี เจ้านกฮูกดูมีสุขภาพดีและแฮปปี้ ร่างกายมันกลับมาสู่ภาวะปกติเช่นเดียวกับนกฮูกทั่ว ๆ ไป และในที่สุดมันก็สามารถบินได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง เมื่อทางเจ้าหน้าที่ทดสอบมันจนมั่นใจ สุดท้ายจึงตัดสินใจปล่อยมันกลับคืนสู่โลกกว้างเช่นเดิม
คนเห็นเจ้านกฮูกหล่นตุ้บลงพื้น บินไม่ขึ้นนึกว่าบาดเจ็บ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ก่อนรู้ความจริงที่แท้... น้องแค่อ้วน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เว็บไซต์ BoredPanda เผยเรื่องราวน่ารักชวนยิ้ม เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์นกฮูกซัฟฟอล์ก ในสหราชอาณาจักร ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบนกฮูกหล่นตุ้บลงมาอยู่ที่พื้น บินต่อไปก็บินไม่ขึ้น คิดว่ามันน่าจะได้รับบาดเจ็บ จึงรีบขอความช่วยเหลือ
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปพบตัวเจ้านกฮูกในตอนแรก เข้าใจว่ามันน่าจะตกน้ำมาตัวเปียก ทำให้บินไม่ขึ้น แต่ภายหลังจากตรวจเช็กร่างกายของมันอย่างละเอียด ก็รู้สาเหตุที่แท้จริง นั่นก็คือ เจ้านกฮูกตัวนี้มันอ้วนเกินพิกัดนั่นเอง จึงทำให้มันโผปีกบินไม่ขึ้น
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปพบตัวเจ้านกฮูกในตอนแรก เข้าใจว่ามันน่าจะตกน้ำมาตัวเปียก ทำให้บินไม่ขึ้น แต่ภายหลังจากตรวจเช็กร่างกายของมันอย่างละเอียด ก็รู้สาเหตุที่แท้จริง นั่นก็คือ เจ้านกฮูกตัวนี้มันอ้วนเกินพิกัดนั่นเอง จึงทำให้มันโผปีกบินไม่ขึ้น
ภาพจาก owl-help.org.uk
หวังว่าหลังจากนี้ มันคงจะรักษาหุ่น ไม่ปล่อยให้ตัวเองตุ้ยนุ้ยจนบินไม่ขึ้นอีกนะ
Monday, January 20, 2020
ตูบฮัสกี้ตัวนี้ไม่เป็นที่ต้องการ ถูกเอามาปล่อยทิ้ง เพราะหน้าตลก จนตอนนี้มีแต่คนรัก
ภาพจาก Husky House
โซเชียลแชร์ภาพ ตูบฮัสกี้น่าสงสาร ถูกคนเพาะพันธุ์ใจร้ายเอามาปล่อยทิ้ง เพราะเกิดมามีหน้าตาตลก จากไม่เป็นที่ต้องการ กลายเป็นไวรัลจนหลายคนหลงรัก
สัตว์ทุกตัวต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างไม่เหมือนกัน และคนเราต่างมีความชอบที่ต่างกัน แน่นอนว่าจะให้ถูกใจทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ เมื่อมันอยู่ในความดูแลของเราแล้ว ก็ต้องดูแลมันให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ปล่อยมันทิ้งขว้าง ด้วยเห็นเพียงเพราะว่า ไม่ชอบใจ
ดังเช่นเรื่องราวของเจ้าตูบฮัสกี้พันธุ์ทางตัวนี้ ที่ทางเว็บไซต์ BoredPanda หยิบมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 เจ้าตูบตูบตัวนี้ชื่อว่า จูบิลลี ถูกทางผู้เพาะพันธุ์เลี้ยงสุนัข นำมาปล่อยทิ้งไว้ ภายหลังจากที่ไม่ต้องการ เนื่องจากหน้าตาของมันตลก เมื่อทางเจ้าหน้าที่ศูนย์สงเคราะห์สัตว์ไปพบก็ได้ช่วยเหลือมันไว้ แต่ต่อมาก็พบว่า ไม่มีคนต้องการรับมันไปเลี้ยงดู
แคโรลีน ฮิลลาร์ด ซึ่งเคยทำงานดูแลเจ้าจูบิลลี เผยว่า มันเป็นสุนัขที่น่ารักอ่อนโยน ขี้อาย แต่ปรับตัวง่าย เป็นที่รักของหลายคน ก่อนหน้านี้ก็มีผู้คนที่เอ็นดู อยากจะรับมันไปเลี้ยง แต่ก็ไม่มีรายไหนที่ต้องการมันจริง ๆ
ภาพจาก Husky House
กระทั่งเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ทางบ้านสุนัข Husky House ได้โพสต์แชร์ภาพและเรื่องราวของเจ้าจูบิลลี ทำให้หลายคนที่ได้เห็นต่างสะดุดตาและชื่นชอบ มีผู้เข้าไปกดถูกใจมากเกือบ 3 หมื่นครั้ง และคอมเมนต์กว่า 2 หมื่นคอมเมนต์ อีกทั้งมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือค่าดูแลถึง 2,081 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 63,000 บาท
และในที่สุด เจ้าตูบที่น่ารักตัวนี้ก็ได้มีบ้านเสียที มีคนใจดีตั้งใจที่จะรับมันไปอยู่ด้วยจริง ๆ ไม่ต้องทนเหงาอีกต่อไปแล้วนะ
https://pet.kapook.com/view219675.html
โซเชียลแชร์ภาพ ตูบฮัสกี้น่าสงสาร ถูกคนเพาะพันธุ์ใจร้ายเอามาปล่อยทิ้ง เพราะเกิดมามีหน้าตาตลก จากไม่เป็นที่ต้องการ กลายเป็นไวรัลจนหลายคนหลงรัก
สัตว์ทุกตัวต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างไม่เหมือนกัน และคนเราต่างมีความชอบที่ต่างกัน แน่นอนว่าจะให้ถูกใจทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ เมื่อมันอยู่ในความดูแลของเราแล้ว ก็ต้องดูแลมันให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ปล่อยมันทิ้งขว้าง ด้วยเห็นเพียงเพราะว่า ไม่ชอบใจ
ดังเช่นเรื่องราวของเจ้าตูบฮัสกี้พันธุ์ทางตัวนี้ ที่ทางเว็บไซต์ BoredPanda หยิบมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 เจ้าตูบตูบตัวนี้ชื่อว่า จูบิลลี ถูกทางผู้เพาะพันธุ์เลี้ยงสุนัข นำมาปล่อยทิ้งไว้ ภายหลังจากที่ไม่ต้องการ เนื่องจากหน้าตาของมันตลก เมื่อทางเจ้าหน้าที่ศูนย์สงเคราะห์สัตว์ไปพบก็ได้ช่วยเหลือมันไว้ แต่ต่อมาก็พบว่า ไม่มีคนต้องการรับมันไปเลี้ยงดู
แคโรลีน ฮิลลาร์ด ซึ่งเคยทำงานดูแลเจ้าจูบิลลี เผยว่า มันเป็นสุนัขที่น่ารักอ่อนโยน ขี้อาย แต่ปรับตัวง่าย เป็นที่รักของหลายคน ก่อนหน้านี้ก็มีผู้คนที่เอ็นดู อยากจะรับมันไปเลี้ยง แต่ก็ไม่มีรายไหนที่ต้องการมันจริง ๆ
ภาพจาก Husky House
กระทั่งเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ทางบ้านสุนัข Husky House ได้โพสต์แชร์ภาพและเรื่องราวของเจ้าจูบิลลี ทำให้หลายคนที่ได้เห็นต่างสะดุดตาและชื่นชอบ มีผู้เข้าไปกดถูกใจมากเกือบ 3 หมื่นครั้ง และคอมเมนต์กว่า 2 หมื่นคอมเมนต์ อีกทั้งมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือค่าดูแลถึง 2,081 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 63,000 บาท
และในที่สุด เจ้าตูบที่น่ารักตัวนี้ก็ได้มีบ้านเสียที มีคนใจดีตั้งใจที่จะรับมันไปอยู่ด้วยจริง ๆ ไม่ต้องทนเหงาอีกต่อไปแล้วนะ
https://pet.kapook.com/view219675.html
Subscribe to:
Posts (Atom)

















