Tuesday, November 8, 2016

ตื่นตา บอลน้ำแข็งนับร้อยโผล่เกลื่อนหาดรัสเซีย ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง




          พบลูกบอลน้ำแข็งยักษ์นับร้อยโผล่ตามบริเวณชายหาดในประเทศรัสเซีย โดยแต่ละลูกมีขนาดลดหลั่นกันไป ด้านนักวิจัยเผยเกิดจากคลื่นปะทะแรงลมในสภาพอากาศที่พอเหมาะ

          วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 เว็บไซต์มิเรอร์ เปิดเผยภาพหาดแห่งหนึ่งที่ประเทศรัสเซีย เต็มไปด้วยลูกบอลน้ำแข็งยักษ์นับร้อย โดยเรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดแปลกที่สรรค์สร้างได้อย่างสวยงาม


         เหล่าบอลน้ำแข็งยักษ์ดังกล่าว ถูกสำรวจพบบริเวณหมู่บ้านนีด้า บริเวณอ่าวอ็อบ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย โดยน้ำแข็งเหล่านี้มีลักษณะเป็นทรงกลม และมีขนาดลดหลั่นกันไปตั้งแต่ประมาณลูกเทนนิส ไปจนถึงเท่าลูกบาสเกตบอล  ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริเวณดังกล่าวเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จนทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาและมีผู้คนมาเยี่ยมชมรวมถึงถ่ายรูปไว้มากมาย

 
          ทั้งนี้ นายเซอร์เก ลิเซ็นคอฟ โฆษกของสถาบันวิจัยอาร์กติกและแอนตาร์กติก ระบุว่า บอลน้ำแข็งเหล่านี้เกิดจากคลื่นที่เจอกับสภาพอากาศที่แตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อบวกกับแรงลมบริเวณริมชายฝั่งทำให้เกิดการก่อตัวในรูปแบบดังกล่าวขึ้นมาได้นั่นเอง



ภาพจาก nibirugroup
http://hilight.kapook.com/view/144717

Sunday, November 6, 2016

สะเทือนขวัญ สาวหายตัวนานหลายเดือน รอดชีวิตหลังถูกพบในสภาพสุดช็อก


     


      หญิงสาวและแฟนหนุ่มหายสาบสูญไปเมื่อหลายเดือนก่อน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจนเจอหญิงสาว เจ้าตัวเปิดเผย ถูกชายโรคจิตจับมาจับขัง มีหลายรายถูกฆ่าตาย


       เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 สำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองสปาตันเบิร์ก รัฐเซาธ์แคโรไลน่า ได้รับการรายงานจากชาวบ้านว่า ได้ยินเสียงทุบดังมาจากข้างในตู้คอนเทนเนอร์ที่พื้นที่แถวชานเมือง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในสภาพอยู่ล่ามโซ่อยู่ข้างใน จึงรีบช่วยเหลือออกมา สอบถามเบื้องต้นทราบชื่อว่าคือนางสาวคาล่า บราวน์ ซึ่งหายตัวไปพร้อมแฟนหนุ่มเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

  
              คาร์ล่าและชาร์ลี คาร์เวอร์ แฟนหนุ่มของเธอ หายตัวไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เพื่อน ๆ และครอบครัวของทั้งคู่ไม่สามารถติดต่อพวกเขาได้ แม่ของชาร์ลีแปลกใจมากเพราะลูกชายไม่เคยหายไปโดยที่ขาดการติดต่อ จนกระทั่งหายวันผ่านไป เธอร้อนใจมากจึงเดินทางไปอพาร์ตเมนท์ที่คาล่ากับชารืลีอาศัยอยู่ เธอเคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เมื่อเปิดเข้าไปจึงพบว่าห้องว่างเปล่า และสภาพน่าจะไม่มีใครอยู่มาหลายวัน นอกจากนี้ เธอยังพบเจ้าโรมีโอ สนัขพันธ์ปอมเมอเรเนียนถูกปล่อยทิ้งให้หิวโหย และสำหรับเรื่องนี้ แม่ของคาร์ล่าประหลาดใจมาก เพราะลูกสาวของเธอเป็นคนรักหมา และไม่มีทางทิ้งหมาไว้ให้อดตายแน่ ๆ

  
             จากการสอบถาม คาร์ล่าเล่าว่า เธอและแฟนหนุ่มถูกจับตัวมาขังเธอไม่รู้ว่าชะตากรรมแฟนหนุ่มของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เธอถูกขังอยู่นานกว่าสองเดือน และยังกล่าวอีกว่า มีคน 4 คนถูกฆ่าตายและถูกฝังไว้ที่ไหนสักแห่งในบริเวณไม่ไกลกับที่เธอถูกจับมา

  
              นอกจากนี้ยังพบว่า ชายที่จับตัวเธอไปคือ นายท็อดด์ โคห์ลเลปป์ ผู้เคยมีคดีล่วงละเมิดทางเพศและลักพาตัวมาก่อนหน้านี้ จากการสืบค้นบ้านของนายโคห์ลเลปป์ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ของชาร์ลี แฟนหนุ่มของคาล่าในบริเวณที่ดินของเขา และสำหรับศพที่คาล่ากล่าวถึงนั้น ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบ แต่กำลังอยู่ช่วงระดมเร่งค้นหาอย่างเร็วที่สุด


http://hilight.kapook.com/view/144595

Wednesday, November 2, 2016

ไอเดียสุดแจ่ม ! โคมไฟดอกไม้ยักษ์ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่เตือนผู้โดยสารได้ด้วยว่ารถมาแล้ว




ไฟถนนไอเดียสุดครีเอท ไม่ใช่แค่ให้แสงสว่าง แต่แจ้งเตือนว่ารถจะมาถึงได้ด้วย! ทั้งสวยและแจ่มสุด ๆ

          บางครั้งการนั่งรอรถประจำทางที่ป้ายมันช่างน่าเบื่อ ไฟก็หม่นหมอง บรรยากาศก็อึมครึมไม่สนุกเอาซะเลย สถาปนิกอิสราเอลจึงคิดแก้ไขปัญหา ผุดโปรเจคสร้างความสดใสให้เมืองด้วยการทำโคมไฟบนถนนเสียใหม่ให้เป็นดอกไม้สีแดงไฉไล ที่มีความสูงถึง 9 เมตร แถมสามารถแจ้งเตือนผู้โดยสารว่ารถกำลังจะมาได้ด้วย !

  
        โดยทีมงานผู้สร้างสรรค์ วาร์เด้ หรือดอกไม้ยักษ์เหล่านี้ กล่าวว่า พวกเขาต้องการสร้างความสดใสให้กับชาวเมืองที่อยู่ในบรรยากาศชวนหดหู่ ถึงแม้มันอาจจะไม่ช่วยอะไรได้มาก แต่มันก็มีความพิเศษในตัวเองและดึงความมีชีวิตชีวาให้แก่ใครก็ตามที่เห็นมัน

 
          ดอกไม้ยักษ์พวกนี้ ตั้งอยู่ริมถนนแห่งหนึ่งในกรุงเยซูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นไฟถนนแล้ว กลีบสีแดงสดใสของมันสามารถหุบและบานได้ โดยปกติถ้าไม่มีใครมาอยู่ใกล้ ๆ ดอกก็จะหุบลง แต่เมื่อมีคนเดินเข้ามาใกล้ ๆ หรือเมื่อรถประจำทางกำลังจะมาถึง กลีบดอกก็จะบานขึ้นโดยอัตโนมัติ !

  
              นอกจากที่นี้ ทีมงานยังกล่าวอีกว่า ดอกไม้ยักษ์เหล่านี้ ไม่ได้แค่มีประโยชน์แต่เพียงแค่ให้แสงสว่างและหุบบานเมื่อรถมาเท่านั้น แต่มันยังเป็นการสร้างบรรยากาศดีดีที่น่ามอง และเป็นการย้ำเตือนให้ผู้คนรับรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเร่งรีบหรือเครียดแค่ไหน แต่ยังคงมีมุมเล็ก ๆ ที่สามารถเอาไว้พักใจได้ อยู่เสมอ












ภาพจาก tujiajia.cn
ข้อมูลจาก brightside.me, boredpanda.com
http://hilight.kapook.com/view/144359

Monday, October 31, 2016

มัมมี่รมควันแห่งถ้ำคาบายัน มัมมี่ที่ทำกันตั้งแต่ยังมีชีวิต




         เปิดเรื่องราวมัมมี่รมควันแห่งถ้ำคาบายัน ประเทศฟิลิปปินส์ มัมมี่ที่เริ่มขั้นตอนกันตั้งแต่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่

         มนุษย์ในหลายอารยธรรมทั่วโลกรู้จักวิธีการทำมัมมี่มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นชาวมายา ชาวอียิปต์โบราณหรือชาวจีน ชนเผ่าโบราณเมื่อนานมาแล้วในฟิลิปปินส์ก็รู้จักการทำมัมมี่เช่นกัน แต่หัวใจหลักของการทำมัมมี่ในที่แห่งนี้คือการใช้ไฟ และเริ่มขั้นตอนการทำโดยที่ผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่

  
   เว็บไซต์แอนเชี่ยน ออริจินส์ เปิดเผยเรื่องราวมัมมี่แห่งถ้ำคาบายัน ซึ่งถูกพบในถ้ำคาบายัน เมืองเบนเก็ต ประเทศฟิลิปปินส์ หรือที่รู้จักกันในนาม มัมมี่อิบาลอย มัมมี่เหล่านี้คือสมาชิกของชนเผ่าอิบาลอย นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามัมมี่เหล่านี้มีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มก็คาดว่า ไม่น่าจะมีอายุมากเท่าไรนัก โดยคาดว่าน่าจะมีอายุอยู่ราว ๆ ช่วง ค.ศ. 1200-1500 (พ.ศ. 1743-2043) เท่านั้น

  
        ชนเผ่าอิบาลอยมีกรรมวิธีรักษาร่างหลังความตายด้วยการใช้ไฟรมจนกลายเป็นมัมมี่ มีความเชื่อกันว่าผู้ที่จะเป็นมัมมี่เช่นนี้หลังตายได้ คือหัวหน้าเผ่าเท่านั้น และผู้ที่จะถูกทำมัมมี่นั้นจะรู้ตัวตั้งแต่ขั้นตอนแรก โดยในช่วงที่พวกเขาใกล้จะเสียชีวิต พวกเขาเหล่านั้นจะดื่มน้ำที่ละลายเกลือเข้มข้น ซึ่งน้ำเกลือจะช่วยในการขับน้ำออกจากร่างกาย เมื่อเสียชีวิตแล้ว ศพจะถูกชำระล้างและถูกนำเข้าสู่กระบวนการรมควัน ไม่ถูกเปลวไฟโดยตรง แต่จะใช้ความร้อนในการทำให้ร่างค่อย ๆ แห้ง 

 
        
กระบวนการนี้จะกินระยะเวลายาวนานหลายสัปดาห์ และอาจนานถึงขั้นหลายเดือน และเมื่อเสร็จสิ้นการรมควันแล้ว ศพจะถูกทาด้วยสมุนไพร จากนั้นถูกนำไปบรรจุในถ้ำเพื่อให้คงสภาพเดิมต่อไป  ทั้งนี้กรรมวิธีการทำมัมมี่ที่สืบทอดมายาวนานนี้สูญสิ้นไปเป็นการถาวรตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสเปน

 
         ในขณะนี้ถ้ำคาบายันกำลังอยู่ในช่วงขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพื่อป้องกันสถานที่ที่มีค่าจากสภาวะเสี่ยงอันตราย เนื่องจากมีการขโมยมัมมี่ไปหลายครั้ง หนึ่งในมัมมี่ที่ถูกขโมยไปจากถ้ำเมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ อาโป อันนู อาโปสวมเสื้อผ้าที่แสดงว่าเขาคือหัวหน้าเผ่า ร่างกายเขาปกคลุมด้วยรอยสักที่บ่งบอกเรื่องราวว่าเขาคือยอดนักล่าสัตว์และเป็นผู้เคารพดุจสมมติเทพ ชนเผ่าอิบาลอยที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าการสูญหายของอาโปนำมาซึ่งความหายนะและภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว  ความแห้งแล้งไปจนถึงโรคระบาด การค้นพบอาโปและนำกลับมาฝังยังที่ที่คู่ควรแก่เขา จึงนำมาซึ่งความสุข ความยินดีแก่ชนเผ่าอิบาลอยเป็นอย่างมาก

http://hilight.kapook.com/view/144329