Wednesday, April 29, 2020

ชาวบ้านรวมตัวล่าจระเข้ยักษ์ 4 เมตร คาบคนลงน้ำ ผ่าท้องดูมีผงะ เจอศพพร้อมหัว สุดสยอง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

             ชาวบ้านรวมตัวล่าจระเข้ยักษ์ 4 เมตร คาบเพื่อนลงน้ำต่อหน้า จับฆ่า-ผ่าเปิดท้อง เจอศพพร้อมหัว ด้านเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ชี้ เคยเตือนชาวบ้านให้เลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่วายเกิดเหตุสลด 

             วันที่ 28 เมษายน 2563 เว็บไซต์จาการ์ตาโพสต์ รายงานว่า กลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านเตลุก ลานุส ในจังหวัดรีเยา ประเทศอินโดนีเซีย ได้ร่วมกันจับจระเข้ขนาดใหญ่ 4 เมตร ผ่าเปิดท้อง หลังพบมีชาวประมงในหมู่บ้านถูกจระเข้คาบไปกิน โดยพบชิ้นส่วนศพและศีรษะของเหยื่ออยู่ภายในท้องจระเข้ตัวดังกล่าว

             รายงานเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 เมษายน) สยาฟริ ชายวัย 55 ปี กับเพื่อนคือ โทฮา ได้ออกไปวางกับดักจับปลาที่ปากแม่น้ำลาการ์ ตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีจระเข้ขนาดใหญ่โผล่เข้ามาจู่โจมใส่ทั้งคู่ โทฮาหนีออกมาได้และพยายามจะช่วยเพื่อน แต่ก็ไม่ทันกาล สยาฟริถูกจระเข้ลากลงน้ำไปแล้ว

             โทฮาจึงรีบวิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกับตำรวจ ก็ได้ระดมกำลังกันออกตามหาสยาฟริ แต่ก็ยังไม่มีใครพบตัวเขา กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น (27 เมษายน) จึงมีคนพบชิ้นส่วนขาของชายคนหนึ่ง โผล่อยู่ที่หนองน้ำ ไม่ไกลจากจุดที่สยาฟริถูกจระเข้คาบไป

             ชาวบ้านจึงรีบรุดไปค้นหาต่อยังหนองน้ำและพื้นที่ดังกล่าว พร้อมนำตาข่ายไปวางไว้บริเวณปากแม่น้ำ กระทั่งสามารถจับจระเข้น้ำเค็มขนาดใหญ่ได้ ซึ่งชาวบ้านก็ได้จัดการฆ่าจระเข้และผ่าท้องดูทันที ว่ามันใช่จระเข้ที่กินคนไปหรือไม่ ก่อนชาวบ้านจะพบชิ้นส่วนของมนุษย์ รวมถึงศีรษะของเหยื่อ อยู่ในท้องจระเข้


ภาพจาก Thaniai Official

ด้าน เฮรู สุตมานโฟโร หน่วยหน้าหน่วยอนุรักษจากหน่วยงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดรีเยา เผยว่า เขาเสียใจกับการตายที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาทางหน่วยงานได้เตือนประชาชนมาตลอด ให้หลีกเลี่ยงแหล่งที่อยู่ของจระเข้น้ำเค็ม และให้ระมัดระวังพื้นที่รอบ ๆ โดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ เคยมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมาก่อน รอบ ๆ แม่น้ำลาการ์ อย่างไรก็ตาม เหยื่ออาจไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งที่อยู่ของจระเข้น้ำเค็ม

             แม้ว่าเขาจะเสียใจกับผู้ตาย แต่เขาก็เสียใจที่จระเข้ถูกชาวบ้านฆ่าไปเช่นกัน โดยชี้ว่าจระเข้น้ำเค็มถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ทางหน่วยงานของเขาก็ไม่มีอำนาจในการลงโทษอะไรชาวบ้าน เพราะเป็นอำนาจของตำรวจหรือหน่วยงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้

ขอบคุณข้อมูลจาก จาการ์ตาโพสต์

https://hilight.kapook.com/view/201851

Monday, April 20, 2020

แม่สู้สุดใจ ทิ่มนิ้วแยงจมูกจระเข้ ปล้ำช่วยลูกน้อย 3 ขวบ หลังถูกงาบลงน้ำต่อหน้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

       แม่ซิมบับเวสู้สุดใจ ทิ่มนิ้วแยงจมูกจระเข้ หวังให้จระเข้อ่อนแรง ปล้ำช่วยลูกน้อย 3 ขวบ หลังถูกงาบลงน้ำต่อหน้า ไม่คาดจะได้ผลจริง ช่วยลูกชายมาได้แม้ตัวเองต้องเจ็บ

       วันที่ 18 เมษายน 2563 เว็บไซต์เดอะซัน รายงานว่า แม่ชาวซิมบับเวได้เผยประสบการณ์สุดระทึก ขณะที่เธอพุ่งเข้าปล้ำกับจระเข้เพื่อช่วยลูกชายตัวน้อยออกมาจากคมเขี้ยวของมัน โดยมีท่าไม้ตายเป็นการใช้นิ้วทิ่มเข้าไปในรูจมูกของจระเข้ ทำให้มันหายใจไม่ออก จนทำให้ลูกกับตัวเธอรอดชีวิตมาได้

        เหตุการณ์น่าเหลือเชื่อนี้ เกิดขึ้นขณะที่ มัวรินา มูซิซินยานา วัย 30 ปี ไปตกปลาอยู่ริมแม่น้ำลูนดี ในเมืองชิเรดซี โดยปล่อยให้ลูกชาย 2 คนเล่นกันอยู่บริเวณใกล้ ๆ แต่แล้วอยู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงร้องของลูกชายวัย 3 ขวบดังขึ้น ซึ่งเมื่อหันไปมองก็พบจระเข้ตัวใหญ่กำลังคาบลากลูกชายของเธอลงน้ำไปต่อหน้าต่อตา

        จระเข้ตัวดังกล่าวเป็นสายพันธุ์จระเข้แม่น้ำไนล์ ที่มีขนาดใหญ่และมีความดุร้ายมาก อย่างไรก็ตามด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ มูซิซินยานารีบพุ่งเข้าไปหาจระเข้อย่างไม่รอช้า และพยายามใช้นิ้วทิ่มเข้าไปในรูจมูกของมัน พร้อม ๆ กับปลุกปล้ำและใช้มืออีกข้างดึงหัวลูกชายออกมาจากปากของจระเข้

        มูซิซินยานาชี้ว่า เธอเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกันว่า วิธีการดีที่สุดในการทำให้จระเข้อ่อนแอ ก็คือการจิ้มรูจมูกของมันให้หายใจไม่ออก ซึ่งจระเข้จะอ่อนแรงลง แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ

        ทั้งนี้ หลังจระเข้ยอมปล่อยตัวเด็กชาย มันก็หันมางับมือของมูซิซินยานาจนเป็นแผล ก่อนที่จะยอมถอยลงน้ำไป ปล่อยแม่ลูกที่กำลังหวาดกลัวอย่างหนักขึ้นจากน้ำ แล้วรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งเมื่อถึงมือแพทย์ ก็พบว่าเด็กชายมีเลือดไหลออกจากบาดแผลมาก และแผลบนหน้าก็ยังทำให้เขาหายใจลำบากด้วย

        แต่ก็นับเป็นโชคดีที่เด็กชายรอดมาได้ เขาตอบสนองต่อการรักษาได้ดี เช่นเดียวกับแม่ของเขาที่แม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็สามารถช่วยชีวิตลูกชายเอาไว้ได้ โดยเธอได้เปิดใจกับสถานีโทรทัศน์ ZBC ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นว่า "ฉันยังไม่อยากเชื่อว่าฉันจะช่วยลูกชายไว้ได้"

        อนึ่ง ZBC รายงานเพิ่มเติมว่า แม่น้ำสายดังกล่าวมีประชากรจระเข้อาศัยอยู่จำนวนมาก และที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุชาวบ้านถูกจระเข้ทำร้ายหลายครั้ง ระหว่างมาตกปลาหรือพยายามจะข้ามฝั่ง ในแต่ละปีจะมีคนเกือบ 200 คน ที่เสียชีวิตเพราะจระเข้แม่น้ำไนล์ สำหรับวิธีการใช้นิ้วทิ่มจมูกจระเข้จนรอดมาได้นั้น พบว่าตอนที่จระเข้แม่น้ำไนล์อยู่บนบก จะใช้ปากหายใจเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมันกลับลงน้ำ วาลว์ในคอจะถูกปิด ทำให้ต้องใช้จมูกในการหายใจเป็นหลัก การจู่โจมของแม่รายนี้จึงเป็นการเล่นงานที่ระบบการหายใจของมันโดยตรง

Tuesday, April 14, 2020

ชาวบ้านอึ้ง เจอจระเข้ 4 เมตร พุงตึงอยู่ริมน้ำหลังมีคนหาย จับผ่าท้องดู พบศพเด็กในสภาพไร้หัว

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

       สะพรึงหนัก เด็ก 7 ขวบหายตัวปริศนา ระดมกำลังตามหา 2 วันกลับไร้ร่องรอย ก่อนพบร่างในสภาพน่าสลด กลายเป็นศพไร้ศีรษะในท้องจระเข้ 4 เมตร 

       วันที่ 11 เมษายน 2563 เว็บไซต์ kompas.com รายงานว่า เกิดเหตุสลดกับครอบครัวหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อลูกชายวัย 7 ขวบ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะเล่นอยู่ในพื้นที่ริมชายหาด ชาวบ้านและตำรวจระดมกำลังออกตามหาอยู่ถึง 2 วันก็ยังไม่เจอ ก่อนสุดท้ายจะรู้ความจริงว่าเด็กน้อยได้กลายเป็นเหยื่อของจระเข้ไปแล้ว

        รายงานเผยว่า เด็กชายหายตัวไปตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะเล่นอยู่ที่ชายฝั่งของหมู่บ้านไวมันกิต จังหวัดมะลูกู หลังได้รับแจ้งเหตุเด็กหาย เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านก็ระดมกำลังออกค้นหาทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมีการนำเรือยางกับเรือหางยาวมาช่วยในการค้นหา แต่ก็ยังไม่ได้รับเบาะแสใด ๆ ในวันต่อมาเจ้าหน้าที่จึงทำการค้นหาต่ออีกครั้ง บริเวณรอบ ๆ จุดที่เด็กหายไป เผื่อเด็กอาจจะหลงทางหรือถูกน้ำซัดหายไปทะเล

        อย่างไรก็ตาม การค้นหาในวันที่ 2 เป็นไปได้ค่อนข้างลำบากเนื่องจากมีฝนตกหนักจนทัศนวิสัยย่ำแย่ แถมยังมีกระแสลมแรง แต่หลังจากนั้นทีมค้นหาก็ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ว่ามีคนพบจระเข้ตัวหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เด็กหายไป ราว ๆ 150 เมตรเท่านั้น โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ suara.com เผยว่า ชาวบ้านได้พบจระเข้ตัวใหญ่ถึง 4.1 เมตรนี้ ขณะนำเรือสปีดโบ้ทออกไปค้นหาแถว ๆ แม่น้ำ จึงได้ตามคนอื่น ๆ ที่กำลังค้นหาเด็กอยู่ที่ชายหาดให้มาตรวจสอบ

        เมื่อชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึง หัวหน้าหมู่บ้านดังกล่าวก็ขอให้ตำรวจฆ่าจระเข้ทิ้ง เพราะสงสัยว่ามันจะกินคนเข้าไป ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามที่ชาวบ้านต้องการ โดยต้องใช้อาวุธปืนไรเฟิลยิงสังหารถึง 5 นัด จระเข้ถึงตาย จากนั้นก็ได้ทำการผ่าท้องจระเข้ตัวดังกล่าว ก่อนจะพบศพของเด็กที่หายไปในสภาพไร้ศีรษะ อยู่ในท้องจระเข้จริง ๆ

        ทั้งนี้ ทางครอบครัวได้นำร่างของเด็กชายกลับไปทำพิธีศพที่บ้านและได้ทำการฝังร่างของเด็กน้อยหลังจากนั้นทันที ท่ามกลางความเศร้าโศกที่ต้องเสียลูกชายไปในหนทางที่น่าเศร้าเช่นนี้


Friday, April 10, 2020

หญิงวัย 50 โดนงูรัด ปล้ำสู้สุดชีวิต เหลือมยักษ์ 7 เมตร แล้วไง ทำอะไรแม่แทบไม่ได้

ภาพจาก lampung77.com

             หญิงอินโดนีเซีย วัย 50 ปี ถูกงูเหลือมรัด ปล้ำสู้กับงูสุดชีวิต แบบไม่มียอมแพ้ จนชาวบ้านมาช่วย รอดชีวิตในที่สุด เผยเป็นงูเหลือมยักษ์ 7 เมตร ด้านเหยื่อรอดปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงใด ๆ

              เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี รายงานว่า นียา (สงวนนามสกุล) หญิงชาวอินโดนีเซีย วัย 50 ปี รอดชีวิตปาฏิหาริย์ หลังจากถูกงูเหลือม 7 เมตร พุ่งเข้าจู่โจมและรัดร่าง โดยเธอพยายามต่อสู้สุดแรงเกิด ปล้ำกับงูสุดชีวิต พร้อมทั้งกรีดร้องขอความช่วยเหลือ จนลูก ๆ และชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือได้สำเร็จ

              เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านบุหงี อ.กอนตูนากา ภูมิภาคมูนา จังหวัดสุลาเวซีตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเช้ามืดของวันที่ 6 เมษายน นียาและลูก 2 คน เสร็จงานถางหญ้าในสวนและเดินทางกลับบ้าน

              ในระหว่างทาง จู่ ๆ ลูก ๆ ของนียาก็ได้ยินเสียงแม่กรีดร้อง พวกเขาจึงวิ่งย้อนกลับไปดู ก่อนจะพบเห็นแม่กำลังถูกงูรัด งูดังกล่าวเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่มาก ลูกคนหนึ่งเข้าไปพยายามช่วยแงะงูออกจากตัวเธอ ส่วนลูกอีกคนวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน


ภาพจาก เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี

               ลาโอเด อูดี หนึ่งในชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ และหวาดกลัวไม่กล้าช่วย เขาเล่าว่า ระหว่างรอชาวบ้านคนอื่น ๆ ตามมาช่วยเหลือ นียาก็ปล้ำสู้กับงูแบบสุดฤทธิ์ ไม่มียอมแพ้ง่าย ๆ

              จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านหลายคนเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขารีบระดมกำลังกันเข้ามาช่วยเหลือนียา จนรอดพ้นจากงู และช่วยกันรุมกระหน่ำทุบงูจนตาย โดยงูเหลือมดังกล่าววัดความยาวได้ประมาณ 7 เมตร

              ทางด้านนียาถูกเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลจากการบาดเจ็บ โดยพบว่ามีบาดแผลถูกงูกัดที่แขนขวาและน่อง แต่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากนัก ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว


https://hilight.kapook.com/view/201367#cxrecs_s

Thursday, March 19, 2020

NASA เผยภาพเกาะที่เคยเขียวขจี กลายสภาพเหมือนโลกพระจันทร์ หลังภูเขาไฟระเบิด

ภาพก่อนภูเขาไฟตาอัลระเบิด ถ่ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562

NASA เผยภาพจากดาวเทียม เกาะในฟิลิปปินส์ที่เคยเขียวขจี กลายสภาพเหมือนโลกพระจันทร์ หลังภูเขาไฟตาอัลระเบิดครั้งรุนแรง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 เว็บไซต์ NASA Earth Observatory ขององค์การนาซา เผยรายงานพร้อมภาพถ่ายชวนน่าตกใจ เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นสภาพของเกาะในฟิลิปปินส์ หลังจากเกิดเหตุ ภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา ปะทุอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากสงบมานานถึง 43 ปี

การปะทุของภูเขาไฟตาอัลครั้งนี้ ได้พ่นเถ้าถ่านดำทะมึน และลาวา พุ่งสูงขึ้นเหนือท้องฟ้าเป็นกิโลเมตร จนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ ในวันและสัปดาห์ต่อมาหลังจากการปะทุ เถ้าถ่านที่เปียกและมีน้ำหนักตกลงสู่พื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้พืชพรรณที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นเหี่ยวแห้ง ป่าไม้ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวขจี เปลี่ยนเป็นสีเทาน่าสะพรึง

ภายหลังจากผ่านไป 2 เดือน พื้นที่ที่ได้รับเสียหายจากเถ้าถ่านยังคงมีสภาพเป็นเช่นเดิม ความเขียวไม่กลับมา จากภาพถ่ายดาวเทียมวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของเกาะดังกล่าวดูมีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวดวงจันทร์มากกว่าจะเป็นเกาะ เมื่อเทียบกับภาพก่อนเกิดเหตุ ที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



ภาพหลังภูเขาไฟตาอัลระเบิด ถ่ายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563

ข้อมูลระบุว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ไม่เหมือนกับเถ้าถ่านเบาบางจากไฟไหม้ป่า หรือเถ้าถ่านจากเศษไม้และกระดาษตามที่เคยเห็นทั่วไป แต่มันประกอบไปด้วยหินและแก้วชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะแข็ง มีคม มีฤทธิ์กัดกร่อนบาง ๆ และไม่ละลายในน้ำ เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟจำนวนมากเหล่านี้ตกมายังพื้น จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งพืช สัตว์ และผู้คน และยิ่งในกรณีของภูเขาไฟตาอัล เถ้าถ่านของมันเปียกและมีน้ำหนักพอที่จะพื้นผิวที่มันไปสัมผัสกลายเป็นโคลนสีเทา ก่อนจะแห้งและแข็งตัวเหมือนกับปูนซีเมนต์

จากการรายงานเผยว่า เถ้าถ่านของภูเขาไฟ ทำลายพืชผลทางการเกษตร ทั้งกาแฟ ข้าว ข้าวโพด โกโก้ และกล้วย รวมทั้งการปศุสัตว์ในพื้นที่ ได้รับความเสียหาย มูลค่ารวม 577 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 350 ล้านบาท อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อปลาทะเลที่ชาวประมงเพาะเลี้ยงไว้หลายพันแห่งในทะเลสาบตาอัล โดยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของปลาเหล่านี้ ถูกทำลายในช่วงที่เกิดภูเขาไฟปะทุ

ภาพจาก NASA Earth Observatory

https://hilight.kapook.com/view/201068

Monday, February 24, 2020

ด.ช. จำใจทิ้งตูบแสนรัก พร้อมโน้ตสะเทือนใจ ไม่ได้หมดรัก แต่ไม่อยากเห็นมันถูกทำร้าย

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Xollin

เด็กชายใจสลาย จำใจทิ้งสุนัขแสนรัก พร้อมโน้ตสะเทือนใจ ไม่ได้หมดรัก แต่เพราะไม่อยากเห็นมันถูกทำร้าย

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มีรายงานเรื่องราวสะเทือนใจคนรักสัตว์ เมื่อปรากฏภาพของเด็กชายวัย 12 ปี รายหนึ่ง ที่จำใจต้องนำเจ้าตูบสุดที่รักของตัวเอง ใส่กล่องมาวางทิ้งไว้นอกศูนย์พักพิงสัตว์ในเม็กซิโก พร้อมเขียนโน้ตอธิบายว่าที่เขาต้องนำสัตว์เลี้ยงมาทิ้งไว้เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักมันแล้ว แต่เขาไม่ต้องการให้มันถูกคนในบ้านของเขาทำร้ายอีกต่อไป

โดยในโน้ตของเด็กชาย ระบุว่า.... "ผมชื่ออังเดร อายุ 12 ปี ครับ แม่กับผมตัดสินใจปล่อยเจ้าตูบของเราไว้ในมือคุณ เพื่อจะซ่อนมันจากพ่อของผม เพราะเขาคิดที่จะขายมัน แถมยังทารุณมันและเตะมันด้วย มีวันหนึ่งพ่อเตะมันแรงมากจนหางของเจ้าตูบบาดเจ็บ ผมหวังว่าพวกคุณจะช่วยดูแลมันแทนผมได้ และผมยังทิ้งตุ๊กตาสัตว์ไว้ให้มันด้วย มันจะได้ไม่ลืมผม"


สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นทางศูนย์พักพิงสัตว์ จึงได้นำภาพของเด็กชายพร้อมข้อความในโน้ตที่เขาทิ้งไว้มาเผยแพร่ จนเรื่องดังกล่าวได้ถูกแชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก มีคนไม่น้อยที่รู้สึกสงสารเด็กชายและอดเอ็นดูเจ้าตูบพิตบูลตัวน้อยนี้ไม่ได้ จนมีคนส่งคำร้องขอรับเจ้าตูบตัวนี้ไปดูแลเกินกว่า 300 คน

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Xollin

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าตูบตัวนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ และคาดว่าจะหายดีพร้อมเข้าสู่กระบวนการหาบ้านหลังใหม่ได้ในไม่ช้า นอกจากนี้ทางศูนย์ยังได้บอกเหล่าคนใจดีทั้งหลายว่า พวกเขายังมีสุนัขตัวอื่น ๆ อีกกว่า 120 ตัวที่กำลังต้องการบ้านเช่นกัน ซึ่งหากทุกคนเปิดใจและชอบสุนัขตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็สามารถรับสุนัขตัวอื่น ๆ ไปเลี้ยงได้เช่นกัน

https://pet.kapook.com/view220961.html

Wednesday, February 19, 2020

เมื่อ ตูบน้อยเดินไม่ได้ กับ นกพิราบบินไม่ได้ มาเจอกัน มิตรภาพอันงดงามก็เกิดขึ้น

ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

          ลูกหมาชิวาว่าเดินไม่ได้ กับ นกพิราบบินไม่ได้ กลายมาเป็นเพื่อนซี้ หลังพบกันที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ เผยทั้งสองเข้ากันอย่างดี ตัวติดกันไม่มีห่าง

          มิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นเรื่องที่อบอุ่นใจเสมอ เช่นเดียวกับความสัมพันธุ์ระหว่างเพื่อนรักคู่นี้ ซึ่งหลายคนคงคิดว่าไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้ นั่นก็คือ ลุนดี้ ลูกสุนัขพันธุ์ชิวาว่า (Chihuahua) กับ เฮอร์แมน นกพิราบ
          ทั้งสองแตกต่างกันมาก แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความผิดปกติด้านร่างกาย และสิ่งนี้เชื่อมโยงทั้งสองเข้าหากัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่สวยงาม สร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคน


ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

         เรื่องราวน่ารักอบอุ่นใจของเจ้าตูบน้อยและเจ้านกน้อย ถูกนำรายงานโดยเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 โดย ลุนดี้ เป็นตูบน้อยเพศ ผู้วัย 2 เดือน ที่ถูกคนเพาะเลี้ยงปฏิเสธไม่ยอมดูแลต่อ หลังจากพบว่ามันมีปัญหาด้านการเดิน แทบจะเดินไม่ได้ เนื่องจากกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย พวกเขาจึงนำไปปล่อยทิ้งที่มูลนิธิสัตว์ Mia Foundation ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

          ซู โรเจอร์ส ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ เปิดเผยว่า เคสของลุนดี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอประหลาดใจ เพราะมูลนิธิมักจะรับสัตว์ที่บาดเจ็บ หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดมาดูแลรักษาอยู่เสมอ


ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

          แต่บางครั้งคนก็นำสัตว์บาดเจ็บอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หมาแมวมาให้มูลนิธิ เช่น กระรอก หรือนก ทางมูลนิธิได้ช่วยเหลือนกพิราบบาดเจ็บตัวหนึ่งที่ไม่สามารถบินได้มาแล้วเช่นกัน ซึ่งเจ้านกตัวนี้ก็คือ เฮอร์แมน โดย เฮอร์แมนอาศัยอยู่มูลนิธิมานานแล้ว และเมื่อลุนดี้มาถึง หลายคนอาจจะกลัวว่าเฮอร์แมนคงจะใจร้ายกับลุนดี้ด้วยการเข้าไปจิก แต่แท้จริงแล้วเฮอร์แมนเป็นนกพิราบใจดี มันให้การต้อนรับลุนดี้ด้วยความอบอุ่น

          ซูเล่าว่า เธอรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกมันเจอกัน เธอจึงให้เฮอร์แมนมาอยู่ข้าง ๆ เตียงของลุนดี้อยู่ตลอด และพบว่าพวกมันทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก จนกลายเป็นเพื่อนซี้ ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง


ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

          ลุนดี้กับเฮอร์แมนมักจะเล่นกัน กอดกัน กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ด้วยกันตลอด ลุนดี้ดูมีความสุขที่ได้มีเฮอร์แมนเป็นพี่เลี้ยง เฮอร์แมนก็ดูรักตูบน้อยเช่นกัน นับเป็นการลบภาพลักษณ์แย่ ๆ ว่านกพิราบเป็นนกที่น่ารำคาญและสร้างความเดือดร้อน เพราะพิราบที่น่ารักก็มีเหมือนกัน

          ทางมูลนิธิได้โพสต์แชร์เรื่องราวของ เฮอร์แมน กับ ลุนดี้ ลงบนอินสตาแกรม เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ซึ่งมันกลายเป็นโพสต์ไวรัลที่คนแชร์ไปมากกว่า 45,000 ครั้ง


ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

          เหล่าชาวโซเชียลต่างเข้ากดเลิฟและคอมเมนต์แสดงความรักต่อคู่ซี้คู่นี้ ที่ช่างสดใสน่ารักน่าเอ็นดู สร้างความอบอุ่นหัวใจแก่ทุกคนที่พบเห็น รวมทั้งยืนยันได้ว่ามิตรภาพระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์นั้นมีอยู่จริง และมันสวยงามเหลือเกิน


ภาพจาก เฟซบุ๊ก The Mia Foundation - Love For Mia

https://pet.kapook.com/view220810.html#cxrecs_s