Saturday, May 30, 2020

ครอบครัวช็อก ลูกสาววัย 11 ขวบ ตกสะพานแขวนสูง 60 เมตร หลังจีนเพิ่งเปิดให้เที่ยว

ภาพจาก Weibo

        ครอบครัวจีนช็อก เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ตกสะพานแขวนสูง 60 เมตร หลังเพิ่งเปิดให้เที่ยวอีกครั้ง เผย เป็นสะพานหวาดเสียว ตั้งใจทำให้มีช่องว่างกว้าง เพื่อความระทึก ขณะชมวิวธรรมชาติด้านล่าง

        เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์ Ladbible รายงานว่า เกิดอุบัติเหตุระทึกขึ้นที่จุดท่องเที่ยวชมหุบเขาถงหลี่ ในพื้นที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวมีกิจกรรมสะพานแขวนสูง 60 เมตร ให้ผู้ที่เข้าชมสามารถเดินข้ามสะพาน ชมวิวธรรมชาติที่ด้านล่าง ชวนให้น่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย

ภาพจาก Weibo

          และแล้วเหตุการณ์ที่กลัวว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจริง เมื่อเด็กหญิงวัย 11 ขวบ ที่เดินทางมาเที่ยวกับครอบครัวหนึ่ง เกิดเสียหลักพลัดตกลงไประหว่างช่องว่างของสะพาน ที่มีระยะห่างประมาณ 30 เซนติเมตร โดยเด็กหญิงสวมอุปกรณ์สายรัดป้องกันแล้ว แต่เกิดความผิดพลาดมันไม่สามารถช่วยเซฟตัวเธอไว้ได้ ทำให้ร่างของเธอร่วงลงไปยังพื้นด้านล่างอย่างรวดเร็ว

          เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินท้องถิ่นได้รับแจ้งเหตุให้เข้ามาช่วยเหลือ ตามรายงานเผยว่า เด็กหญิงเคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ศีรษะกระแทก ปอดเสียหาย กระดูกหักหลายส่วน ได้แก่ กระดูกทรวงอก กระดูกเอว และกระดูกสันหลัง แต่เธอยังมีลมหายใจอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ช่วยชีวิต ขณะนี้อาการทรงตัว

ภาพจาก Weibo

          สะพานดังกล่าวมีชื่อว่า Bubu Jingxin หรือ ก้าวที่น่าหวาดเสียว เป็น 1 ใน 6 กิจกรรมท้าทายของทางสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปทดสอบความกล้า โดยภายหลังจากเกิดเหตุ สะพานดังกล่าวก็ปิดเป็นการชั่วคราว และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการสวบสวนทางผู้ให้บริการ ขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นยังคงเปิดตามปกติ

ภาพจาก Tangli Happy Play Valley

          สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ เพิ่งจะได้รับอนุญาตจากทางการจีน ให้กลับมาเปิดบริการนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด 19 ในจีน เริ่มคลี่คลาย กระทั่งมาเกิดเหตุระทึกดังกล่าว

ภาพจาก Tangli Happy Play Valley

ขอบคุณข้อมูลจาก Ladbible

Thursday, May 28, 2020

ลูกเสือน้อย สูญเสียแม่ หิวทนไม่ไหว จำต้องออกจากป่า ขอมนุษย์ช่วยด้วย


         ลูกเสือโคร่งไซบีเรีย ใช้ชีวิตลำพังหลังแม่ตาย เด็กเกินกว่าจะหาเหยื่อกินเป็น หิวโหยจนทนไม่ไหว ต้องร่อนเร่จากป่า ขอความช่วยเหลือจากมนุษย์

         วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า ชาวบ้านหมู่บ้านกอร์โนโวดโนเย ในพื้นที่ดินแดนปรีมอร์สกี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย สังเกตเห็นลูกเสือโคร่งตัวหนึ่ง เดินออกจากป่ามาร่อนเร่อยู่ตามท้องถนน ชาวบ้านเป็นกังวลกลัวว่ามันจะถูกล่าหรือได้รับอันตราย อีกทั้งคิดว่ามันคงหิว แต่ไม่กล้าเข้าใกล้มัน พวกเขาจึงรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาตรวจสอบ และความจริงที่น่าเศร้าก็ถูกเปิดเผย

          ลูกเสือโคร่งตัวดังกล่าวคือ เสือโคร่งอามูร์ (Amur Tiger) หรือเสือโคร่งไซบีเรีย (Siberian Tiger) เป็นสายพันธุ์เสือที่จัดอยู่ในสถานะสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) ตามข้อมูลในบัญชีแดงขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ ไอยูซีเอ็น (IUCN - International Union for Conservation of Nature) โดยปัจจุบันพบว่ามีเสือโคร่งไซบีเรียหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติน้อยกว่า 700 ตัว



          ตามปกติแล้ว เสือโคร่งไซบีเรียจะอยู่ในป่าลึกและซ่อนตัวจากมนุษย์ การที่มันออกมาเดินร่อนเร่ให้เห็น แสดงว่ามันต้องการความช่วยเหลือและหิวโหยมาก เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามันพลัดหลงกับแม่ พวกเขาจึงปล่อยให้มันอยู่ในป่าบริเวณดังกล่าว พร้อมจัดทีมคอยเฝ้าติดตามสำรวจอย่างใกล้ชิด และเฝ้ารอคอยเผื่อแม่ของมันอาจจะกลับมา

          แต่หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ ทุกคนก็หมดความหวัง สันนิษฐานว่าแม่ของมันน่าจะตายไปแล้ว อาจตายเพราะอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ตกเป็นเหยื่อของนายพราน



          เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยิงยาสลบใส่เจ้าเสือน้อย และนำมันกลับมาดูแล เนื่องจากมันยังเด็กมาก ไม่สามารถหาอาหารได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเสี่ยงอันตรายมากถ้าปล่อยไว้แบบนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบพวกเขาพบว่าลูกเสือโคร่งตัวนี้เป็นเพศเมีย อายุประมาณ 10 เดือน

          วิกตอร์ คุซเมนโก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์และฟื้นฟูเสือโคร่งไซบีเรีย เปิดเผยว่า เจ้าตัวเล็กอยู่ในสภาพขาดสารอาหารและอ่อนเพลียอย่างมาก แต่หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะคอยดูแลให้อาหาร พร้อมจับตาดูอย่างใกล้ชิดภายในพื้นที่ศูนย์อนุรักษ์


          หลังจากผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ ทุกอย่างก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ลูกเสือสุขภาพแข็งแรงดี น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น จนกลับมาเป็นปกติ ไม่ผอมซูบเหมือนเดิม และออกจะดูสมบูรณ์ด้วยซ้ำ


          เจ้าหน้าที่ยังคงดูแลมันอยู่ จนกว่าจะถึงเวลาที่มันเติบโตขึ้น พร้อมจะกลับคืนสู่ผืนป่าอันกว้างใหญ่อีกครั้ง และหวังว่ามันจะมีชีวิตรอดต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน



ขอบคุณข้อมูลจาก
Daily MailIUCN
https://hilight.kapook.com/view/202648

Friday, May 8, 2020

หญิงถูกจระเข้ลากไปขย้ำดับ หลังเกิดหลงใหลจนลืมตัว อยากสัมผัสชื่นชมใกล้ ๆ


หญิงถูกจระเข้ลากไปขย้ำดับ หลังเกิดหลงใหลจนลืมตัว อยากสัมผัสชื่นชมใกล้ ๆ เพื่อนเผย พยายามห้ามแล้วไม่ฟัง คำสุดท้ายก่อนสิ้นใจ บอกจะไม่ทำอีกแล้ว


เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์ Ladbible รายงานว่า หญิงชาวอเมริกันวัย 58 ปี ชื่อว่า ซินเธีย โคเวิร์ต ประสบเหตุไม่คาดฝัน ถูกจระเข้ลากลงไปขย้ำในบ่อน้ำจนเสียชีวิต ต่อหน้าต่อตาครอบครัวของเพื่อนที่ทั้งช็อกและเศร้าใจ โดยที่ต่างพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่เกาะเคียววาห์ ในเซาต์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ซินเธีย ซึ่งเป็นช่างทำเล็บ ได้เดินทางไปบ้านเพื่อนเพื่อไปทำเล็บให้ ในขณะที่กำลังทำเล็บอยู่ที่ระเบียงบ้าน ซินเธียซึ่งดื่มไวน์ไปด้วย หันไปสังเกตเห็นจระเข้ตัวหนึ่ง ในบ่อน้ำใกล้ ๆ จึงเกิดความสนใจขึ้นมา


เพื่อนของซินเธีย เผยว่า หลังจากที่ซินเธียทำเล็บให้เสร็จ เธอก็เดินลงไปจากระเบียงบ้านเพื่อน โดยบอกว่าต้องการเข้าไปดูใกล้ ๆ อยากถ่ายรูปกับมัน ด้านเพื่อนพยายามห้าม โดยเตือนว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนมันเพิ่งขย้ำกวางเป็นเหยื่อไป แต่เธอตอบกลับมาว่า "ฉันดูไม่เหมือนกวางสักหน่อย" ก่อนเธอจะเอื้อมตัวเข้าใกล้ แล้วยื่นมือเข้าไปจับมัน

ทันใดนั้นเอง จระเข้ก็งาบลากตัวซินเธียจะพาลงน้ำ เธอพยายามดิ้น ขณะที่สามีของเพื่อนซินเซีย และชาวบ้านแถวนั้น เข้ามาช่วยโยนเชือกให้เธอช่วยจับดึงตัวออกมา จังหวะที่เธอจับเชือกได้ และหลุดพ้นจากเขี้ยว ซินเธีย ตะโกนร้องลั่นว่า "ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว"

แต่เคราะห์ร้าย จระเข้กลับมาเล่นงานซ้ำ งาบซินเธียเข้าให้อีกครั้ง และครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งเดิม มันสามารถพาเธอลงน้ำไปได้ ด้านเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ รีบมายังที่เกิดเหตุ ก่อนจะจัดการฆ่าจระเข้ แล้วรีบกู้ร่างของเธอขึ้นมา แต่ไม่ทันกาล พบว่าเธอสิ้นใจกลายเป็นศพไปแล้ว

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายอำเภอเขตชาร์ลสตันเคาน์ตี ได้ทวีตเตือนผู้อยู่อาศัยรายอื่น ๆ ระบุข้อความแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมเคราะห์ร้าย พร้อมทั้งขอให้ประชาชนตื่นตัวและระมัดระวังสัตว์ป่า เพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ

ด้าน เคร็ก วีฟเวอร์ นายกเทศมนตรี เกาะเคียววาห์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า "เราอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติบนเกาะนี้ จระเข้ทำให้คนตายนั้นหายากมาก และเท่าที่เราทราบ มันไม่เคยเกิดขึ้นบนเกาะของเรามาก่อน เราทุกคนต้องดูแลตัวเองด้วยความรับผิดชอบ และระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใกล้สัตว์พวกนี้ ขอให้ทุกคนได้เรียนรู้จากกรณีนี้ และหวังว่าไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก"

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ Ladbible

Wednesday, April 29, 2020

ชาวบ้านรวมตัวล่าจระเข้ยักษ์ 4 เมตร คาบคนลงน้ำ ผ่าท้องดูมีผงะ เจอศพพร้อมหัว สุดสยอง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

             ชาวบ้านรวมตัวล่าจระเข้ยักษ์ 4 เมตร คาบเพื่อนลงน้ำต่อหน้า จับฆ่า-ผ่าเปิดท้อง เจอศพพร้อมหัว ด้านเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ชี้ เคยเตือนชาวบ้านให้เลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่วายเกิดเหตุสลด 

             วันที่ 28 เมษายน 2563 เว็บไซต์จาการ์ตาโพสต์ รายงานว่า กลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านเตลุก ลานุส ในจังหวัดรีเยา ประเทศอินโดนีเซีย ได้ร่วมกันจับจระเข้ขนาดใหญ่ 4 เมตร ผ่าเปิดท้อง หลังพบมีชาวประมงในหมู่บ้านถูกจระเข้คาบไปกิน โดยพบชิ้นส่วนศพและศีรษะของเหยื่ออยู่ภายในท้องจระเข้ตัวดังกล่าว

             รายงานเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 เมษายน) สยาฟริ ชายวัย 55 ปี กับเพื่อนคือ โทฮา ได้ออกไปวางกับดักจับปลาที่ปากแม่น้ำลาการ์ ตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีจระเข้ขนาดใหญ่โผล่เข้ามาจู่โจมใส่ทั้งคู่ โทฮาหนีออกมาได้และพยายามจะช่วยเพื่อน แต่ก็ไม่ทันกาล สยาฟริถูกจระเข้ลากลงน้ำไปแล้ว

             โทฮาจึงรีบวิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกับตำรวจ ก็ได้ระดมกำลังกันออกตามหาสยาฟริ แต่ก็ยังไม่มีใครพบตัวเขา กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น (27 เมษายน) จึงมีคนพบชิ้นส่วนขาของชายคนหนึ่ง โผล่อยู่ที่หนองน้ำ ไม่ไกลจากจุดที่สยาฟริถูกจระเข้คาบไป

             ชาวบ้านจึงรีบรุดไปค้นหาต่อยังหนองน้ำและพื้นที่ดังกล่าว พร้อมนำตาข่ายไปวางไว้บริเวณปากแม่น้ำ กระทั่งสามารถจับจระเข้น้ำเค็มขนาดใหญ่ได้ ซึ่งชาวบ้านก็ได้จัดการฆ่าจระเข้และผ่าท้องดูทันที ว่ามันใช่จระเข้ที่กินคนไปหรือไม่ ก่อนชาวบ้านจะพบชิ้นส่วนของมนุษย์ รวมถึงศีรษะของเหยื่อ อยู่ในท้องจระเข้


ภาพจาก Thaniai Official

ด้าน เฮรู สุตมานโฟโร หน่วยหน้าหน่วยอนุรักษจากหน่วยงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดรีเยา เผยว่า เขาเสียใจกับการตายที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาทางหน่วยงานได้เตือนประชาชนมาตลอด ให้หลีกเลี่ยงแหล่งที่อยู่ของจระเข้น้ำเค็ม และให้ระมัดระวังพื้นที่รอบ ๆ โดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ เคยมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมาก่อน รอบ ๆ แม่น้ำลาการ์ อย่างไรก็ตาม เหยื่ออาจไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งที่อยู่ของจระเข้น้ำเค็ม

             แม้ว่าเขาจะเสียใจกับผู้ตาย แต่เขาก็เสียใจที่จระเข้ถูกชาวบ้านฆ่าไปเช่นกัน โดยชี้ว่าจระเข้น้ำเค็มถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ทางหน่วยงานของเขาก็ไม่มีอำนาจในการลงโทษอะไรชาวบ้าน เพราะเป็นอำนาจของตำรวจหรือหน่วยงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้

ขอบคุณข้อมูลจาก จาการ์ตาโพสต์

https://hilight.kapook.com/view/201851

Monday, April 20, 2020

แม่สู้สุดใจ ทิ่มนิ้วแยงจมูกจระเข้ ปล้ำช่วยลูกน้อย 3 ขวบ หลังถูกงาบลงน้ำต่อหน้า

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

       แม่ซิมบับเวสู้สุดใจ ทิ่มนิ้วแยงจมูกจระเข้ หวังให้จระเข้อ่อนแรง ปล้ำช่วยลูกน้อย 3 ขวบ หลังถูกงาบลงน้ำต่อหน้า ไม่คาดจะได้ผลจริง ช่วยลูกชายมาได้แม้ตัวเองต้องเจ็บ

       วันที่ 18 เมษายน 2563 เว็บไซต์เดอะซัน รายงานว่า แม่ชาวซิมบับเวได้เผยประสบการณ์สุดระทึก ขณะที่เธอพุ่งเข้าปล้ำกับจระเข้เพื่อช่วยลูกชายตัวน้อยออกมาจากคมเขี้ยวของมัน โดยมีท่าไม้ตายเป็นการใช้นิ้วทิ่มเข้าไปในรูจมูกของจระเข้ ทำให้มันหายใจไม่ออก จนทำให้ลูกกับตัวเธอรอดชีวิตมาได้

        เหตุการณ์น่าเหลือเชื่อนี้ เกิดขึ้นขณะที่ มัวรินา มูซิซินยานา วัย 30 ปี ไปตกปลาอยู่ริมแม่น้ำลูนดี ในเมืองชิเรดซี โดยปล่อยให้ลูกชาย 2 คนเล่นกันอยู่บริเวณใกล้ ๆ แต่แล้วอยู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงร้องของลูกชายวัย 3 ขวบดังขึ้น ซึ่งเมื่อหันไปมองก็พบจระเข้ตัวใหญ่กำลังคาบลากลูกชายของเธอลงน้ำไปต่อหน้าต่อตา

        จระเข้ตัวดังกล่าวเป็นสายพันธุ์จระเข้แม่น้ำไนล์ ที่มีขนาดใหญ่และมีความดุร้ายมาก อย่างไรก็ตามด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ มูซิซินยานารีบพุ่งเข้าไปหาจระเข้อย่างไม่รอช้า และพยายามใช้นิ้วทิ่มเข้าไปในรูจมูกของมัน พร้อม ๆ กับปลุกปล้ำและใช้มืออีกข้างดึงหัวลูกชายออกมาจากปากของจระเข้

        มูซิซินยานาชี้ว่า เธอเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกันว่า วิธีการดีที่สุดในการทำให้จระเข้อ่อนแอ ก็คือการจิ้มรูจมูกของมันให้หายใจไม่ออก ซึ่งจระเข้จะอ่อนแรงลง แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ

        ทั้งนี้ หลังจระเข้ยอมปล่อยตัวเด็กชาย มันก็หันมางับมือของมูซิซินยานาจนเป็นแผล ก่อนที่จะยอมถอยลงน้ำไป ปล่อยแม่ลูกที่กำลังหวาดกลัวอย่างหนักขึ้นจากน้ำ แล้วรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งเมื่อถึงมือแพทย์ ก็พบว่าเด็กชายมีเลือดไหลออกจากบาดแผลมาก และแผลบนหน้าก็ยังทำให้เขาหายใจลำบากด้วย

        แต่ก็นับเป็นโชคดีที่เด็กชายรอดมาได้ เขาตอบสนองต่อการรักษาได้ดี เช่นเดียวกับแม่ของเขาที่แม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็สามารถช่วยชีวิตลูกชายเอาไว้ได้ โดยเธอได้เปิดใจกับสถานีโทรทัศน์ ZBC ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นว่า "ฉันยังไม่อยากเชื่อว่าฉันจะช่วยลูกชายไว้ได้"

        อนึ่ง ZBC รายงานเพิ่มเติมว่า แม่น้ำสายดังกล่าวมีประชากรจระเข้อาศัยอยู่จำนวนมาก และที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุชาวบ้านถูกจระเข้ทำร้ายหลายครั้ง ระหว่างมาตกปลาหรือพยายามจะข้ามฝั่ง ในแต่ละปีจะมีคนเกือบ 200 คน ที่เสียชีวิตเพราะจระเข้แม่น้ำไนล์ สำหรับวิธีการใช้นิ้วทิ่มจมูกจระเข้จนรอดมาได้นั้น พบว่าตอนที่จระเข้แม่น้ำไนล์อยู่บนบก จะใช้ปากหายใจเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมันกลับลงน้ำ วาลว์ในคอจะถูกปิด ทำให้ต้องใช้จมูกในการหายใจเป็นหลัก การจู่โจมของแม่รายนี้จึงเป็นการเล่นงานที่ระบบการหายใจของมันโดยตรง

Tuesday, April 14, 2020

ชาวบ้านอึ้ง เจอจระเข้ 4 เมตร พุงตึงอยู่ริมน้ำหลังมีคนหาย จับผ่าท้องดู พบศพเด็กในสภาพไร้หัว

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

       สะพรึงหนัก เด็ก 7 ขวบหายตัวปริศนา ระดมกำลังตามหา 2 วันกลับไร้ร่องรอย ก่อนพบร่างในสภาพน่าสลด กลายเป็นศพไร้ศีรษะในท้องจระเข้ 4 เมตร 

       วันที่ 11 เมษายน 2563 เว็บไซต์ kompas.com รายงานว่า เกิดเหตุสลดกับครอบครัวหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อลูกชายวัย 7 ขวบ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะเล่นอยู่ในพื้นที่ริมชายหาด ชาวบ้านและตำรวจระดมกำลังออกตามหาอยู่ถึง 2 วันก็ยังไม่เจอ ก่อนสุดท้ายจะรู้ความจริงว่าเด็กน้อยได้กลายเป็นเหยื่อของจระเข้ไปแล้ว

        รายงานเผยว่า เด็กชายหายตัวไปตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะเล่นอยู่ที่ชายฝั่งของหมู่บ้านไวมันกิต จังหวัดมะลูกู หลังได้รับแจ้งเหตุเด็กหาย เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านก็ระดมกำลังออกค้นหาทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมีการนำเรือยางกับเรือหางยาวมาช่วยในการค้นหา แต่ก็ยังไม่ได้รับเบาะแสใด ๆ ในวันต่อมาเจ้าหน้าที่จึงทำการค้นหาต่ออีกครั้ง บริเวณรอบ ๆ จุดที่เด็กหายไป เผื่อเด็กอาจจะหลงทางหรือถูกน้ำซัดหายไปทะเล

        อย่างไรก็ตาม การค้นหาในวันที่ 2 เป็นไปได้ค่อนข้างลำบากเนื่องจากมีฝนตกหนักจนทัศนวิสัยย่ำแย่ แถมยังมีกระแสลมแรง แต่หลังจากนั้นทีมค้นหาก็ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ว่ามีคนพบจระเข้ตัวหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เด็กหายไป ราว ๆ 150 เมตรเท่านั้น โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ suara.com เผยว่า ชาวบ้านได้พบจระเข้ตัวใหญ่ถึง 4.1 เมตรนี้ ขณะนำเรือสปีดโบ้ทออกไปค้นหาแถว ๆ แม่น้ำ จึงได้ตามคนอื่น ๆ ที่กำลังค้นหาเด็กอยู่ที่ชายหาดให้มาตรวจสอบ

        เมื่อชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึง หัวหน้าหมู่บ้านดังกล่าวก็ขอให้ตำรวจฆ่าจระเข้ทิ้ง เพราะสงสัยว่ามันจะกินคนเข้าไป ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามที่ชาวบ้านต้องการ โดยต้องใช้อาวุธปืนไรเฟิลยิงสังหารถึง 5 นัด จระเข้ถึงตาย จากนั้นก็ได้ทำการผ่าท้องจระเข้ตัวดังกล่าว ก่อนจะพบศพของเด็กที่หายไปในสภาพไร้ศีรษะ อยู่ในท้องจระเข้จริง ๆ

        ทั้งนี้ ทางครอบครัวได้นำร่างของเด็กชายกลับไปทำพิธีศพที่บ้านและได้ทำการฝังร่างของเด็กน้อยหลังจากนั้นทันที ท่ามกลางความเศร้าโศกที่ต้องเสียลูกชายไปในหนทางที่น่าเศร้าเช่นนี้


Friday, April 10, 2020

หญิงวัย 50 โดนงูรัด ปล้ำสู้สุดชีวิต เหลือมยักษ์ 7 เมตร แล้วไง ทำอะไรแม่แทบไม่ได้

ภาพจาก lampung77.com

             หญิงอินโดนีเซีย วัย 50 ปี ถูกงูเหลือมรัด ปล้ำสู้กับงูสุดชีวิต แบบไม่มียอมแพ้ จนชาวบ้านมาช่วย รอดชีวิตในที่สุด เผยเป็นงูเหลือมยักษ์ 7 เมตร ด้านเหยื่อรอดปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงใด ๆ

              เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี รายงานว่า นียา (สงวนนามสกุล) หญิงชาวอินโดนีเซีย วัย 50 ปี รอดชีวิตปาฏิหาริย์ หลังจากถูกงูเหลือม 7 เมตร พุ่งเข้าจู่โจมและรัดร่าง โดยเธอพยายามต่อสู้สุดแรงเกิด ปล้ำกับงูสุดชีวิต พร้อมทั้งกรีดร้องขอความช่วยเหลือ จนลูก ๆ และชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือได้สำเร็จ

              เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านบุหงี อ.กอนตูนากา ภูมิภาคมูนา จังหวัดสุลาเวซีตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเช้ามืดของวันที่ 6 เมษายน นียาและลูก 2 คน เสร็จงานถางหญ้าในสวนและเดินทางกลับบ้าน

              ในระหว่างทาง จู่ ๆ ลูก ๆ ของนียาก็ได้ยินเสียงแม่กรีดร้อง พวกเขาจึงวิ่งย้อนกลับไปดู ก่อนจะพบเห็นแม่กำลังถูกงูรัด งูดังกล่าวเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่มาก ลูกคนหนึ่งเข้าไปพยายามช่วยแงะงูออกจากตัวเธอ ส่วนลูกอีกคนวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน


ภาพจาก เว็บไซต์ซูร์ยาเกอปรี

               ลาโอเด อูดี หนึ่งในชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ และหวาดกลัวไม่กล้าช่วย เขาเล่าว่า ระหว่างรอชาวบ้านคนอื่น ๆ ตามมาช่วยเหลือ นียาก็ปล้ำสู้กับงูแบบสุดฤทธิ์ ไม่มียอมแพ้ง่าย ๆ

              จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านหลายคนเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขารีบระดมกำลังกันเข้ามาช่วยเหลือนียา จนรอดพ้นจากงู และช่วยกันรุมกระหน่ำทุบงูจนตาย โดยงูเหลือมดังกล่าววัดความยาวได้ประมาณ 7 เมตร

              ทางด้านนียาถูกเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลจากการบาดเจ็บ โดยพบว่ามีบาดแผลถูกงูกัดที่แขนขวาและน่อง แต่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากนัก ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว


https://hilight.kapook.com/view/201367#cxrecs_s