Tuesday, February 7, 2017

ฝันเป็นจริง คุณยายได้พบลูกสาวที่เฝ้าตามหา หลังพลัดพรากกันนาน 77 ปี




      เผยเรื่องราวชวนน่าอัศจรรย์ใจ เมื่อคุณยายวัยชราตามหาลูกสาวที่ต้องแยกจากกันไปตั้งแต่เกิดมาเกือบทั้งชีวิต ได้มาเจอลูกสาวอีกครั้งเมื่อเธออายุมากถึง 77 ปี และป่วยเป็นโรคหัวใจ

       ตลอดช่วงชีวิตเกือบศตวรรษของ มินก้า ดิสโบรว์ เธอพยายามที่จะค้นหาที่อยู่ของลูกสาวของเธอ ที่เธอจำต้องปล่อยให้ทางศูนย์สงเคราะห์เป็นคนจัดการดูแลไป เนื่องจากลูกสาวของเธอคนนี้ เกิดจากการที่เธอถูกข่มขืน เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นอายุได้เพียง 17 ปีเท่านั้น จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน คุณยายมินก้า หมดหวังที่จะพบตัวลูกสาวของเธอแล้ว สิ่งเดียวที่เธอมีเกี่ยวกับลูกสาวของเธอในตอนนี้ คือภาพถ่ายขาว-ดำเพียงใบเดียว ที่ปรากฏให้เห็นลูกสาววัยทารกห่อตัวนอนอยู่ในผ้าห่ม


     มินก้า เป็นลูกสาวของผู้อพยพชาวดัตช์ มีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ลำบาก ต้องทำงานอยู่ในฟาร์มโคนม จนกระทั่งเมื่อปี 1928 (พ.ศ. 2471) ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการปิกนิกในช่วงฤดูร้อน อยู่ ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มินก้าและอลิซาเบธ เพื่อนสาว ถูกชาย 3 คน เข้ามาจู่โจมและข่มขืน แต่เธอและเพื่อนก็ไม่ยอมบอกเรื่องนี้ให้กับครอบครัวทราบ จนกระทั่งมินก้าตั้งท้องขึ้นมา แม่และพ่อเลี้ยงของเธอจึงส่งตัวเธอไปอยู่ที่บ้านคริสตจักรลูเธอร์แรน หลังจากนั้นเธอก็ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา มีผมสีบลอนด์ และตั้งชื่อให้ว่า เบ็ตตี้ เจน

 
       หลังจากนั้น มินก้าก็ต้องกลับไปอยู่ที่บ้าน แต่เธอไม่สามารถนำลูกน้อยกลับไปด้วยได้ จึงได้ตัดสินใจยกให้คนอื่นรับไปเลี้ยงแทน ซึ่งโชคดีเป็นอย่างมากที่ขณะนั้น บาทหลวงและภรรยาของเขากำลังอยากรับเด็กไปเลี้ยงเป็นลูกอยู่พอดี จึงได้รับหนูน้อยเบ็ตตี้ เจน ไปเป็นลูกบุญธรรม แม้ว่ามินก้าจะไม่เคยพบกับพ่อ-แม่อุปถัมภ์ของลูกสาวตัวเองเลย แต่เธอก็หวังว่าลูกสาวจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

  
      ตลอดระยะเวลาหลายปี มินก้าพยายามเขียนจดหมายหลายสิบฉบับส่งไปที่ศูนย์ตัวแทนดูแลเรื่องการอุปถัมภ์ลูกของเธอ เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องลูกของเธอ ซึ่งทางศูนย์ก็ให้ความหวังว่าจะอัพเดทให้เธอทราบ จนกระทั่งทางศูนย์มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการดูแลไป ความปรารถนาที่จะได้ทราบเรื่องราวของลูกสาวเธอก็เลือนรางไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ

       "โอ้ พระเจ้า ขอแค่ให้ฉันได้พบเธอ (ลูกสาว) ฉันสัญญาว่าจะไม่ยุ่งยากกวนใจอะไรเธอเลย"
มินก้า อธิษฐานขอพร

       หลายปีผ่านไป มินก้าได้แต่งงานกับพ่อค้าผลไม้ และมีลูกด้วยกัน 2 คน เธอมุ่งมั่นทำงานหนักถึง 3 งาน และย้ายที่อยู่ไปหลายที่ จนในที่สุดเธอก็ลงหลักปักฐานอยู่แถวย่านแซนเคลเมนที ในเมืองแซนดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ แต่ถึงเธอจะมีชีวิตและครอบครัวใหม่ ในทุกวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันเกิดของเบ็ตตี้ เจน เธอก็ยังนึกถึงลูกอยู่เสมอ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

       จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2006 (พ.ศ. 2549) มินก้าก็ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง จากรัฐแอละแบมา หลังจากนั้นเขาก็ได้แนะนำตัวว่าชื่อไบรอัน ลี เป็นหลานชายแท้ ๆ ของเธอ โดยเป็นลูกชายของเบ็ตตี้ เจน ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า รูธ ลี

       ตอนนี้ รูธ ลี มีครอบครัวและมีลูกด้วยกัน 6 คน จนกระทั่งพออายุ 70 ปี เธอก็ป่วยด้วยโรคหัวใจ คุณหมอจึงต้องการข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับเธอ ลูกชายของรูธจึงสืบจากประวัติการรับเลี้ยงของคุณแม่ จนในที่สุดก็ได้มาพบกับมินก้า ผู้ซึ่งเป็นยายแท้ ๆ ของเขาเอง และนั่นทำให้เขาพูดไม่ออก เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าคุณยายของเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่

       หลังจากนั้นหนึ่งเดือน ความฝันของมินก้า ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ก็เป็นจริง การรอคอยได้สิ้นสุดลง เมื่อไบรอันได้พาคุณแม่ในวัย 77 ปี บินไปหาคุณยายมินก้าที่แคลิฟอร์เนีย วินาทีที่ทั้งคู่ได้พบหน้ากันได้ เมื่อมินก้าพบกับลูกสาวทั้งสองต่างโผเข้าสวมกอดกัน แม้ไม่เคยได้เห็นหน้ากันมาก่อน แต่ก็สามารถสัมผัสถึงสายใยความรักของแม่และลูกที่ไม่เคยตัดขาดจากกันได้

       "เหมือนเราไม่เคยแยกจากกัน มันเป็นเรื่องน่าเหลื่อเชื่อและน่าอัศจรรย์มาก ยังรู้สึกว่าเป็นความฝันอยู่เลย" มินก้า กล่าว


ภาพจาก Tyndale House Publishers
ข้อมูลจาก lifebuzz.com
https://hilight.kapook.com/view/148821

Monday, February 6, 2017

ฮีโร่ตัวจริง สาวน้อยพร้อมตูบคู่หู ร่วมใจช่วยแม่แพะและลูก ๆ ฝ่าหิมะลงจากเขา




      เผยเรื่องราวน่ารัก ๆ ชวนประทับใจ ของสาวน้อยวัย 11 ปี กับสุนัขคู่ใจ ที่ฝ่าหิมะกองหนา และเขาสูงชัน ช่วยพาแม่แพะกับลูกน้อยของมันใส่กระเป๋าสะพายหลัง แบกกลับลงมาบ้าน

       ฮัมดู เซน่า บิลกิน สาวน้อยวัย 11 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอกเขตเมืองไรซ์ ในประเทศตุรกี ครอบครอบของเธอมีฟาร์มเลี้ยงแพะขนาดเล็ก เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำนมของมัน ทำให้ฮัมดูต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเจ้าแพะฝูงนี้ โดยมีเจ้าโทมิ สุนัขคู่ใจคอยเป็นเพื่อน ช่วยดูแลแพะอยู่ข้าง ๆ เธอ ไปไหนก็ไปด้วยไม่เคยทิ้งกัน แม้ในช่วงฤดูหนาวที่สภาพอากาศเลวร้ายอย่างสุด ๆ

  
            โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์เดอะโดโด้ เผยเรื่องราวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ฮัมดูและเจ้าโทมิ ต้องพาฝูงแพะไปกินหญ้าบนยอดเขาไกลบ้านและมีหิมะปกคลุมหนา จู่ ๆ เจ้าแม่แพะท้องแก่ตัวหนึ่งก็เกิดคลอดลูกขึ้นมากระทันหัน ด้วยความที่เป็นห่วงและกังวลว่าแม่แพะและลูกน้อยที่เพิ่งคลอดจะอ่อนแอเกินกว่าที่จะเดินกลับด้วยตัวเองไหว เธอและตูบคู่ใจก็เลยอาสาช่วยเหลือเอง

  
             ฮัมดู เล่าว่า หลังจากแม่แพะตัวนี้คลอดลูกออกมา เธอก็จัดการต้อนแพะตัวอื่น ๆ กลับคอกของมัน จากนั้นเธอก็คว้ากระเป๋าสะพาย 2 ใบ เดินย้อนกลับมาอุ้มแพะแม่-ลูกใส่กระเป๋าสะพาย โดยให้ตัวแม่ไปกับเธอ ส่วนเจ้าแพะน้อยอยู่ในกระเป๋าใบเล็กสะพายหลังเจ้าโทมิไป ทั้งนี้แม้ว่าปกติแล้วกระเป๋าของเธอจะเต็มไปด้วยหนังสือและของใช้มากมาย แต่ในวันนั้นเธอก็ยอมแบกหนักเพิ่มก็เดิมด้วยความเต็มใจ ส่วนเจ้าโทมินั้น มันฉลาดและทำหน้าที่ได้ดีมาก













  


https://hilight.kapook.com/view/148809

Friday, February 3, 2017

โซเชียลฮือฮา ! สาวอวดหอยทากยักษ์ชวนตะลึง อุ้มทีอย่างกับอุ้มแมว




        สาวชาวเช็กผู้รัก "หอยทากแปลก ๆ" เป็นชีวิตจิตใจ แชร์ภาพอุ้มหอยทากขนาดยักษ์ราวกับอุ้มแมว จนกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล จากความชอบหามาเลี้ยงทีละเล็กทีละน้อย จนตอนนี้กลายนักสะสมหอยทากสุดแปลกตัวยง

          เราทุกคนล้วนมีกิจกรรมบางอย่างหรืองานอดิเรกที่เอาไว้ทำในยามว่าง การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ คงจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ บางคนอาจจะเลี้ยงปลาสวยงาม บางรายอาจจะเลี้ยงแฮมสเตอร์ ซึ่งบางคนไป ๆ มา ๆ จากเลี้ยงแค่ตัวสองตัวกลายเป็นขยายพันธุ์เต็มบ้านและเอาไปขายเป็นอาชีพเสริม หญิงสาวชาวเช็กรายนี้ก็เช่นกัน แต่สัตว์เลี้ยงของเธอมีความแปลกไปจากคนอื่น เพราะมันไม่ใช่ปลา หนู หรือกระต่าย แต่มันคือ "หอยทาก" จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตไปแล้ว 

  
        โรมานา เยตส์ หญิงสาวจากกรุงปราก แห่งสาธารณรัฐเช็กคนนี้ ชื่นชอบหอยทากเป็นชีวิตจิตใจ เธอมีความสนใจในหอยทากสายพันธุ์แปลก ๆ และเริ่มต้นหามาเลี้ยง ซึ่งเริ่มจากมีเพียงไม่กี่ตัวจนตอนนี้เธอกลายเป็นผู้เพาะพันธุ์หอยทากสายพันธุ์แปลก ๆ ที่มีหอยทากในครอบครองเป็นจำนวนมาก หอยทากที่เธอมีนั้นมีตั้งแต่ตัวเล็กเท่าเหรียญไปจนถึงตัวใหญ่เกือบเท่าแมว ส่วนสีสันและลวดลายก็มีมากมาย และบางชนิดที่เธอมีนั้นแทบจะหาที่ไหนไม่ได้ในโลกอีกด้วย

 
          โรซานาเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์หลังจากที่เธอโพสต์ภาพคู่กับหอยทากตัวหนึ่งลงบนเพจเฟซบุ๊กของเธอ ภาพนี้ก็ถูกแชร์ต่อกันมากกว่า 6.3 หมื่นครั้ง และกลายเป็นไวรัลและสร้างเสียงฮือฮาไปทั่ว เนื่องจากเจ้าหอยทากที่เธออุ้มอยู่ในมือนั้นมีขนาดใหญ่มากแบบน่าตกตะลึง ขนาดของมันเทียบได้พอ ๆ กับแมวตัวเต็มวัยตัวหนึ่งเลยทีเดียว 

  
         กว่าที่โรซานาจะมีหอยทากมากมายหลากสายพันธุ์ขนาดนี้นั้นมันใช้เวลานานมาก ตอนแรกไม่คิดว่าจะเลี้ยงไว้ขาย จนกระทั่งมีผู้สนใจจำนวนมากเธอจึงเพาะพันธุ์ส่วนหนึ่งไว้เพื่อขายด้วย โดยราคาที่ขายมีตั้งแต่ตัวละ 3 ยูโร หรือราว 110 บาท ไปจนถึง 75 ยูโร หรือราว 2,830 บาท

 
          หอยทากตัวนุ่ม ๆ มีหนวดกระดึ๊บ ๆ อาจจะเป็นสัตว์ที่หลายคนเห็นแล้วยี้ แต่สำหรับโรซานา เธอมีความเห็นที่ต่างออกไป เธอรักพวกมันมาก เธอมองว่ารูปทรงของเปลือก สีสัน ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม และพวกมันทุกตัวคือศิลปะที่มีชีวิต



ภาพจาก เฟซบุ๊ก exoticsnails.eu
ข้อมูลจาก exoticsnails.eu
https://hilight.kapook.com/view/148721  

Wednesday, February 1, 2017

เปิดสภาพ บ้านโลงศพ ที่ซุกหัวนอนขนาดจิ๋ว ที่ชาวฮ่องกงใช้อาศัยนอน




          ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยกลายมาเป็นวิกฤตที่ชาวเมืองในฮ่องกงต้องเผชิญและอดทนอยู่กับมันตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา ด้วยค่าครองชีพที่สูงติดอันดับโลก ประกอบกับอัตราค่าเช่าที่อยู่อาศัยซึ่งพุ่งสูงขึ้นเกือบ 50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าไหว จำต้องระเห็จออกไปหาที่ซุกหัวนอนที่พวกเขาพอจะจ่ายไหวแทน

          และนั่นทำให้ห้องพักขนาดเล็กที่เรียกว่า บ้านโลงศพ (coffin home)  ซึ่งมีพื้นที่คับแคบไม่ต่างจากโลงศพ กลายมาเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ชาวฮ่องกงผู้ยากไร้ โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยว่า หว่องจื่อวา คือหนึ่งในผู้อาศัยอยู่ในห้องเพดานต่ำ ซึ่งมีพื้นที่เพียง 1.9 ตารางเมตร แม้สถานที่สุดแออัดไม่ต่างจากรูหนูนี้จะดูไม่น่าอภิรมย์นัก แต่สำหรับเขาแล้วมันก็คือ "บ้าน" ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาสามารถหาเช่าได้ ด้วยเงินที่มีอยู่


           แม้ว่าที่แห่งนี้จะดูคับแคบ แต่มันก็คงจะดูมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า บ้านแบบกรง (caged homes) ซึ่งใช้กรงกั้นเป็นห้องไม่ต่างจากกรงสัตว์ ที่นายหว่องเคยใช้ชีวิตอยู่มานานถึง 20 ปี ในค่าเช่าเดือนละ 226 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,900 บาท) ก่อนที่บ้านโลงศพเช่นนี้จะกลายมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยหลังจากที่ราคาเช่าบ้านเริ่มสูงขึ้น ก็มีอพาร์ตเมนต์จำนวนไม่น้อยที่หันมาใช้วิธีกั้นห้องเพิ่ม ทำเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ราคาไม่สูงเกินเช่นนี้ เพื่อตอบสนองคนจำนวนมากที่ต้องการหาห้องเช่าราคาถูก 

          ทั้งนี้นายหว่องเผยว่า เขาเคยลงทะเบียนเพื่อขอเข้าไปอยู่ในที่อยู่อาศัยที่รัฐจะจัดหาให้แล้ว แต่ผ่านไป 2 ปีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการตอบรับ และไม่รู้ด้วยว่าต้องทนรออีกนานเพียงไร


         ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงมีแผนเตรียมสร้างอพาร์ตเมนต์อีกกว่า 460,000 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย แต่ถึงอย่างนี้ เจ๋อไหลซาน นักสังคมสงเคราะห์ มองว่าสิ่งที่จำเป็นในการแก้ปัญหาวิกฤตที่อยู่อาศัย น่าจะเป็นนโยบายระยะสั้นมากกว่า เพราะการอาศัยอยู่ในที่คับแคบเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจและสภาพทางสังคมของผู้คนได้ พวกเขาไม่มีที่พอจะเหยียดขาด้วยซ้ำ ไหนยังจะต้องทนกับมลพิษทางอากาศและสภาพแวดล้อมอีก

          อนึ่ง แม้ทางรัฐบาลจะให้ข้อมูลว่ามีคนที่อาศัยอยู่ในห้องพักเล็กเท่ารูหนูเช่นนี้เกือบ 200,000 คน แต่นายเจ๋อเชื่อว่าตัวเลขจริง ๆ น่าจะเยอะกว่านั้นมาก

ภาพจาก wenxuecity.com
http://hilight.kapook.com/view/148609